.+*[$nowdroP]*+. View my profile

Chapter8 : ดาบไมนัส

posted on 18 Apr 2012 02:36 by seldom in Selafia5 directory Fiction
*นิยาย ที่นำมาโพสต์ไว้ในบล็อคเป็นการสำรองข้อมูลก่อนลงเว็บ Dek-d.com ดังนั้นจะมีการอัพที่ไวกว่าแต่จะไม่มีการแจ้งเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนนะจ๊ะ*
 
 
Chapter8 : ดาบไมนัส
 
 
      “พิธีใหญ่โตขนาดนี้ ข้ารู้สึกเสียศักดิ์ศรีที่ไม่ถูกรับเชิญนิดหน่อยจริงๆนั่นล่ะท่านบาทหลวง” เสียงคุ้นหูที่ไม่ได้ยินมากว่าขวบปีทำให้ชายชราสั่นสะท้าน ร่างสูงของเจ้าชายแห่งเครเวอร์เดินอย่างมั่นคงไปยังบัลลังก์ทองท่ามกลางทหารนับพันที่แหวกทางให้แก่พระองค์
      “ฝ่า...บาท...” เสียงสั่นเครือของท่านนักบวชพร้อมกับมงกุฎที่ถูกวางกลับไปยังแท่นสูงทำให้พิธีราชาภิเษกเหมือนจะถูกยุติลงเช่นกัน “ข้าพระองค์ดีใจเหลือเกินที่ได้พบพระองค์อีก” ร่างชราก้าวลงจากลานพิธีแล้วแสดงความเคารพต่อเชื้อพระวงศ์ที่เขาภักดีเช่นเดียวกับผู้ร่วมพิธีทุกคน
      “ข้าก็ดีใจเช่นกันที่ได้พบท่านอีกครั้ง” บรรยากาศที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติของคนที่ถูกละเลย รีมูอัสกรอกสายตาอย่างเจ้าเล่ห์ระคนเจ็บแค้น ก่อนที่มือนั้นจะเอื้อมไปหยิบมงกุฎลงมา
      ชิ้ง!!
      “หากท่านแตะต้องมงกุฎแม้เพียงนิดเดียว ก็บอกลามือทั้งสองของท่านไปได้เลย” ดาบที่ถูกชักออกมาจนเกือบฟันลงไปยังมือทั้งสองนั้นคือดาบของโครเนส แม่ทัพที่รีมูอัสไม่คิดว่าจะมาทรยศหักหลังได้ในเวลานี้
      “เจ้า...” พ่อมดดำพูดลอดไรฟันอย่างเจ็บแค้น และยอมลดมือทั้งสองลงแต่โดยดี
      “ในเมื่อข้ากลับมาแล้ว คงไม่ต้องลำบากท่านมารับตำแหน่งแทนแล้วล่ะ ท่านรีมูอัส” เสียงเข้มจากเจ้าชายผู้มีศักดิ์และสิทธิ์ในบัลลังก์สร้างความกดดันให้แก่พ่อมดดำยิ่งนัก ดวงตากลิ้งกลอกนั้นมองไปทั่วทั้งห้องโถงราวกับหมาจนตรอก
      หากเขาปล่อยมือตอนนี้ยังมีสิทธิ์ที่จะรอดชีวิตเพื่อมาทวงบัลลังก์คืน...
      ความคิดมากเล่ห์อย่างไม่มีที่สิ้นสุดทำให้ชายวัยกลางคนเลือกที่จะถอยหลังและก้มหัวทำความเคารพคล้ายแสดงความจงรักภักดี
      “มิได้ฝ่าบาท เพียงพระองค์เสด็จกลับสู่เครเวอร์ ใจของกระหม่อมก็มีแต่ความยินดี” คำพูดประจบประแจงเรียกได้เพียงเสียงหัวเราะหึในลำคอของเจ้าชาย
      “ไหนๆ ท่านก็จัดพิธีราชาภิเษกขึ้นมาแล้ว หากข้าต้องการเปลี่ยนคนรับตำแหน่งจะมีปัญหาอะไรหรือไม่?” เซวอสหันไปเจรจากับท่านนักบวชสุงสุดให้ได้ยินโดยทั่วกัน
      “นั่นคือศักดิ์และสิทธิ์ของพระองค์อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ผู้ถูกถามก้มหน้ารับอย่างยินดี
      “ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มพิธีต่อได้เลย” เซวอสทำท่าจะก้าวขึ้นบัลลังก์ทอง ทว่าก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง กลับหันมาหารีมูอัสอีกครั้ง “ข้าว่าชุดนี้ไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไหร่ ท่านพอจะถอดชุดคลุมนั้นมาให้ข้าใส่ได้หรือไม่?”
      รอยยิ้มแสยะพร้อมนิ้วที่ชี้ไปยังอาภรณ์สูงศักดิ์บนตัวรีมูอัส ทำให้เขาต้องนับหนึ่งถึงสิบในใจ จึงค่อยๆ ถอดผ้าคลุมออก ความรู้สึกในขณะนั้นมันเหมือนกับเขากำลังปลดยศศักดิ์และอำนาจทั้งหลายทั้งปวงของตัวเองให้แก่เด็กคราวลูกตรงหน้า
      เซวอสรับผ้าคลุมนั้นมาสวมลงบนร่างกายก่อนที่พิธีจะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น จนเมื่อมงกุฎถูกสวมลงบนศีรษะและส่องแสงเปล่งประกายเจิดจ้าราวกับเป็นการยอมรับเจ้าของที่คู่ควรกับตำแหน่งอันสูงศักดิ์ ความเปรมปรีดิ์ยินดีก็แผ่กระจายไปทั่วอาณาจักรเฉกเช่นแสงสีทองซึ่งสาดส่องในยามเช้า
      กษัตริย์ที่แท้จริงได้กลับคืนสู่เครเวอร์แล้ว...

      “ท่านหญิงเจ้าคะ อย่าวิ่งอย่างนั้นสิเจ้าคะ มันไม่งามนะเจ้าคะ” เสียงตะโกนปนหอบจากหญิงพี่เลี้ยงทางด้านหลัง มิทำให้ร่างบางด้านหน้าหยุดวิ่งได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว
      บัดนี้ร่างเล็กคิดแต่เพียงใบหน้าอันแสนคิดถึงดวงนั้นอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกคะนึงหาและหวาดกลัวว่าอีกฝ่ายจะหนีหายไปไหนยิ่งเร่งให้เธอต้องสาวเท้าให้เร็วขึ้น เร็วขึ้น เร็วขึ้น จนกระทั่งมาหยุดยืนนิ่งอยู่ที่หน้าห้องห้องหนึ่ง
      ก็อกๆๆ
      “เชิญ” เสียงที่ตอบรับแทบจะในทันทีที่เธอเคาะประตูห้อง ทำให้หญิงสาวลังเลที่จะเปิดมันเข้าไป เธอจำเสียงที่ทั้งคุ้นหูและคุ้นใจนั้นได้ แต่ถ้าเธอเปิดเข้าไปแล้วไม่ใช่เขาขึ้นมาล่ะ...
      แคโรไลยืนนิ่ง ตกอยู่ในภวังค์ความคิดนานจนหญิงพี่เลี้ยงวิ่งมาถึง
      “ไม่เข้าไปหรือเจ้าคะท่านหญิง”
      แอ๊ด...
      คำถามของหญิงพี่เลี้ยงซึ่งมาพร้อมกับประตูที่เปิดออก ทำให้ดวงตาสีทองของหญิงสาวได้สบมองกับดวงตาสีเพลิงอันแสนคิดถึง มือบางยกขึ้นลูบใบหน้าคมเข้มนั้นอย่างเผลอไผล น้ำตาสองสายไหลจากหางตาโดยไม่รู้ตัว
      “ท่าน...ท่านกลับมาแล้ว”
      “ใช่...ข้ากลับมาแล้ว” หญิงสาวถูกตอบรับด้วยจุมพิตร้อนผ่าวของอีกฝ่าย ทำให้เธอร้องไห้หนักยิ่งขึ้นไปอีก ส่วนหญิงพี่เลี้ยงที่ได้เห็นภาพอันน่าประทับใจก็อดไม่ได้ที่จะมีน้ำตาคลอจนต้องยกผ้าขึ้นมาซับเบาๆ
      “ข้าคิดว่าจะไม่ได้เจอกับท่านอีกแล้ว ท่านหายไปไหนมา” อ้อมกอดที่กระชับแน่นมอบความอบอุ่นใจให้กับเขายิ่งนัก
      “ข้าก็ไปผจญภัยอย่างที่เจ้าอยากไปนักหนายังไงล่ะ...อุ๊บ” หญิงสาวทุบไปที่ไหล่หนาอย่างหมั่นไส้
      “ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ”
      “ข้าก็ไม่ได้ล้อเล่นนี่” เซวอสเอ่ยขำ “เข้ามาข้างในก่อนสิ ข้ามีเรื่องจะปรึกษา”
      เซวอสหันหลังกลับเข้าห้อง ในขณะที่แคโรไลละล้าละลังที่จะเดินเข้าไปอยู่ในห้องกับชายหนุ่มสองต่อสอง ดวงตาสีทองสวยจึงมองไปยังหญิงพี่เลี้ยงอย่างขอคำแนะนำ
      “เข้าไปเถอะเจ้าค่ะ บ่าวจะยืนรอนายหญิงอยู่ข้างนอกนี้ตลอดเวลา” คำอนุญาตกลายๆจากหญิงรับใช้คนสนิททำให้เธอตัดสินใจเดินเข้าไปตามคำเชิญนั้น
      ภายในห้องทรงพระอักษรนั้น เซวอสกำลังก้มลงหยิบของบางอย่างในลิ้นชักโต๊ะ ทำให้ผู้เป็นแขกไม่รู้ว่าจะวางตัวอย่างไรดี เธอจึงตัดสินใจยืนรอนิ่งๆอยู่ด้านหน้าโต๊ะแทน
      ดวงตาสีทองกวาดมองไปรอบๆอย่างลืมตัว ภายในห้องนี้ช่างเหมือนกับห้องทำงานของเซวอสที่เธอคุ้นตา ทั้งตำแหน่งโต๊ะที่ต้องมีหน้าต่างบานใหญ่ๆ อยู่ด้านหลัง ชั้นหนังสือที่เรียงชิดติดฝาห้องยาวทั้งแถบ แล้วยังโซฟาหนานุ่มกับมุมน้ำชาเอาไว้ให้เจ้าของห้องได้คลายเครียดนั่นอีก...เขาไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
      “แคโรไล...”
      “ค...คะ??” ชื่อที่ถูกเรียกขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำให้หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อยอย่างตกใจ ก่อนจะขานรับอย่างงงๆ
      “ตอนนี้ข้าขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว” คำพูดขึ้นต้นแปลกๆพร้อมกับใบหน้าคมที่มีสีแดงระเรื่อนิดๆ ทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าเขาช่างน่ารักอะไรอย่างนี้
      “เรื่องนั้นพระองค์ไม่ต้องบอกหม่อมฉันก็ทราบดีเพคะ” คำพูดที่เธอจงใจใช้คำราชาศัพท์กวนๆนั้น ทำให้ชายหนุ่มกระแอมไอหนึ่งครั้งเพื่อให้กำลังใจตัวเอง
      “แคโรไล ถึงนี่มันอาจจะกะทันหันไปหน่อย แต่...” ชายหนุ่มหยิบสิ่งของที่ซ่อนอยู่ข้างหลังโดยตลอดออกมา ก่อนจะเปิดฝากล่องให้เห็นแหวนวงเล็กประดับด้วยเพชรน้ำงามหนึ่งวง “ข้ารักเจ้า เจ้าจะให้เกียรติเป็นราชินีของข้าได้ไหม”
      คำขอแต่งงานที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ความเงียบโรยตัวในอากาศนานหลายวินาที
      “จ...เจ้ากำลัง...ขอข้าแต่งงาน?” หญิงสาวทวนคำก่อนที่ชายหนุ่มจะพยักหน้ารับ
      “แต่ถ้าเจ้ายังไม่อยากแต่งงาน เรา...” พูดไม่ทันจบประโยค ร่างเล็กก็พุ่งตัวเข้ากอดร่างสูงไว้แน่นเสียยิ่งกว่าตอนอยู่หน้าห้อง
      “ข้าไม่มีเหตุผลใดจะปฏิเสธเจ้าอยู่แล้วไม่ใช่หรือ” น้ำเสียงอ่อนหวานเจือยินดี สร้างความสุขให้แก่ชายหนุ่มมากมายเสียจนบรรยายไม่ถูก
      “ข้ารักเจ้าแคโรไล”
      “ข้าก็รักท่านค่ะ”

+  +  +  +  +

      จิ๊บๆๆๆ

      เสียงนกร้องในยามเช้าดังแว่วมาทางหน้าต่างบานใหญ่ ปลุกให้เจ้าหญิงตื่นจากนิทราอันแสนสุข ร่างบางค่อยๆยันกายขึ้นนั่งบนเตียงเงียบๆ ก่อนจะบิดขี้เกียจไปมาแล้วอ้าปากหาวไม่สมกับเป็นกุลสตรี

      “ฝันครั้งนี้หวานเลี่ยนเป็นบ้าเลย” หญิงสาวพึมพำเบาๆ “ให้ตายสิ วันนี้ตื่นก่อนพี่โอลินจะมาปลุกอีกเหรอเนี่ย”

      เซลาเฟียกระโดดผลุงลงจากเตียง แล้วก้าวไปเปิดผ้าม่านรับแสงอรุณยามเช้า

      “ตื่นเช้ามันทำให้รู้สึกดีอย่างนี้นี่เอง...อ๊ะ!” นัยน์ตาสีแดงกวาดมองทิวทัศน์ด้านหน้า ก่อนจะไปสะดุดกับใครบางคนที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ในศาลาริมน้ำ และถ้าสายตาเธอยังไม่ย่ำแย่จนเกินไปนัก เธอก็มั่นใจว่าใครคนนั้นจะต้องเป็นเดซีสอย่างแน่นอน

      ร่างบางหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาสวมก่อนจะเปิดประตูห้อง ทำท่าจะวิ่งออกไปหาคนที่อยู่เบื้องล่าง แต่ประตูห้องข้างๆที่เปิดออกมาพร้อมกัน ทำให้หญิงสาวต้องชะงักเท้ามอง

      “โอ๊ะ เพิ่งรู้ว่านายก็ตื่นเช้าเป็นกับเขาเหมือนกันนี่” เซลาเฟียเอ่ยทักองครักษ์หนุ่มผมทองที่เพิ่งก้าวออกมาจากห้องโดยไม่ได้มองไปรอบตัวเพราะมัวแต่ยุ่งกับกระดุมข้อมือของชุดเครื่องแบบที่ไม่ได้หยิบมาใส่สักพักใหญ่แล้ว

      “อืม...วันนี้มีธุระน่ะ ไม่งั้นคง...” ชายหนุ่มตอบไปตามความคุ้นชิน แต่เมื่อสมองเริ่มประมวลผล ร่างสูงก็ชะงักเท้าแล้วหันไปมองคนทักอย่างไม่เชื่อสายตา

      “เฮ้ย!” เฟรัสเผลออุทานเสียงดังและก้าวถอยหลังอย่างตกใจ “โอ้ย เธอจะทำให้ฉันหัวใจวายตายเพราะนึกว่าผีหลอกแต่เช้า”

      “เว่อร์น่า ตอนอยู่โรงเรียนฉันก็ตื่นเช้านะยะ” เซลาเฟียกอดอกทำแก้มป่องไม่พอใจ

      “เพราะมีไอ้สองคนนั้นคอยผลัดกันปลุกหรอกน่าเธอถึงตื่นทันไปเรียน ไม่อย่างนั้นก็คงนอนก้นชี้ฟ้า พระอาทิตย์แยงตูดทุกวัน”

      “เฮ้ยๆๆๆ มากไปๆ นายยังคิดว่าฉันเป็นสุภาพสตรีอยู่รึเปล่าเนี่ยฮะ ตูดเติดอะไร ไร้มารยาทที่สุด”

      “โอ้ย ถ้าเธอเป็นสุภาพสตรีได้ โลกนี้ก็ไม่มีใครไม่เป็นสุภาพสตรีแล้ว” เฟรัสเย้าขำ

      “หนอยๆๆๆ นายจะดูถูกฉันมากเกินไปแล้วนะ!” หญิงสาวเท้าสะเอวหาเรื่อง

      “ก็ไม่เคยดูผิดนะเจ๊”

      “ย้าก! ตายซะเถอะ!!” เซลาเฟียกระโดดถีบขาคู่เจ้าคนปากปีจออย่างรวดเร็ว เคราะห์ดีที่อีกฝ่ายหลบทัน ลูกเตะนี้จึงพลาดเป้าไปอย่างน่าเสียดาย

      “โว้วๆ ใจเย็นสิเซล่า ชุดเธอมันชุดนอนบางเบานะเฮ้ย ไม่ใช่เสื้อหนังรัดรูปแบบแม่เสือสาว เล่นออกลวดลายแต่เช้าอย่างนี้อยากให้ฉันเป็นตากุ้งยิงรึไงฮะ!”

      “เออเนอะ งั้นฉันกลับไปเปลี่ยนชุดก่อน แล้วค่อยออกมาเตะนายอีกรอบดีมั้ย?” หญิงสาวขยับยิ้มนิดๆกับคำเปรียบเปรยที่เขายกมาพูด

      “ไม่เอาอ่ะ เดี๋ยวเธอเปลี่ยนชุดนานแล้วฉันจะไปหาพี่ฟิเรอัสไม่ทัน”

      “ที่นายรีบแต่งตัวแต่เช้าขนาดนี้เพราะนัดพี่เขาไว้เหรอ?”

      “ใช่สิ ฉันต้องรีบไปเจอพี่เขา ก่อนจะออกไปหาเลเจนท์ต่อ ถ้าพี่เขารอนานฉันจะโบ้ยให้เป็นความผิดของเธอนะ”

      “พี่เขาไม่ว่าฉันหรอก” หญิงสาวเชิดหน้าอย่างมั่นใจ “ว่าแต่นายนี่มีนัดกับหนุ่มๆเยอะเนอะ ไม่เห็นมีนัดกับสาวบ้างเลย หรือว่า...” เซลาเฟียจงใจลากเสียงยาวแล้วมองหน้าเขาอย่างมีเลศนัยน์

      “จุ๊ๆๆ เรื่องนี้เป็นความลับ อย่าบอกใครเด็ดขาดเลยนะ” ชายหนุ่มยกมือขึ้นจุ๊ปากแล้วขยิบตาให้อย่างขี้เล่น

      “ฮ่าๆๆ แล้วเมื่อไหร่เลเจนท์จะกลับมาสักทีล่ะ พ่อของเขาดูซูบลงทุกวัน ไม่รู้ว่าจะทำใจได้รึยัง ก็นั่นมันลูกชายคนเดียวของท่านนี่นา”

      ไม่ต้องห่วงหรอก จบเรื่องพวกนี้เมื่อไหร่ หมอนั่นจะได้กลับมาอย่างแน่นอน”

      “ฉันก็หวังว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วๆนี้ล่ะนะ” เซลาเฟียขยับยิ้มเศร้าๆ “เอ้าๆ พี่ฟิเรอัสรอนายอยู่ไม่ใช่เหรอ นายก็รีบไปเถอะ เดี๋ยวพี่เขาจะคอยนาน”

      “นั่นสิ โชคร้ายของฉันจริงๆที่มาเจอเธอแต่เช้าอย่างนี้ ตื่นเร็วยังไงก็ไม่ได้ต่างอะไรกับตื่นสายเล้ย”

      “ฮ่าๆๆ นายมันดวงซวยเองที่มาเจอวันที่ฉันตื่นเช้า”

      “งั้นฉันไปล่ะ แล้วก็อย่าลืมเข้าไปเปลี่ยนเสื้อก่อนจะไปซนที่ไหนล่ะ ชุดแบบนี้มันล่อเสือล่อตะเข้ สงสารสายตาทหารยามเขา”

      “บ๊ะ พูดจาร้ายกาจไม่เลิก อีกสักพักพี่โอลินคงจะมาแล้ว ฉันว่าจะนั่งเล่นนอนเล่นรออยู่ในห้องแทน ส่วนนายก็ไปได้แล้วไป๊”

      “จ้าๆ แล้วเจอกัน”

      เฟรัสหัวเราะขำก่อนจะหันหลังเดินไปตามทาง เช่นเดียวกับเซลาเฟียที่หมุนร่างเข้าห้องไปตามที่พูดไว้

 

      “นายมาสาย”

      นั่นคือคำพูดแรกที่เฟรัสได้รับหลังจากพบกับท่านประธานหอน้ำสายไปเพียง 5 นาทีเท่านั้น

      “พี่จะโทษผมคนเดียวไม่ได้นา ต้องโทษเซล่าด้วยที่ดันตื่นเช้ามาชวนผมคุยจนผมมาสายเนี่ย”

      “นั่นคือข้อแก้ตัว?” นัยน์ตาดุๆกับน้ำเสียงนิ่งๆ ทำให้คนมาสายทำหน้าหงอย เก็บปากเก็บคำ ไม่พูดอะไรอีก เขาเคยมีประสบการณ์แหย่ท่านประธานที่เคารพมาแล้ว และก็สาบานกับตัวเองด้วยว่าจะไม่ทำเรื่องไร้หัวคิดอย่างนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง

      เมื่อเห็นท่าทางเหมือนลูกหมาโดนดุ ฟิเรอัสจึงทำเพียงถอนหายใจเบาๆ “ไปกันได้แล้ว”

      การเดินทางไปยังจุดหมายในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอย่างครั้งก่อนๆ ที่พวกเขาต้องลักลอบออกจากวังเพื่อไปทำภารกิจลับ เพราะครั้งนี้พวกเขาไปในนามตัวแทนพระราชาเพื่อทำภารกิจส่วนพระองค์ เหล่าทหารจึงเปิดทางให้โดยไม่มีการซักไซร้สิ่งใด

      ทว่าเมื่อพวกเขาก้าวออกนอกกำแพงวัง นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ชุดเครื่องแบบองครักษ์กับหน้าตาหล่อๆของฟิเรอัสดูจะเป็นจุดสนใจเกินไป

      “นายควรหาผ้าคลุมสักผืน” ฟิเรอัสเปรยเมื่อเห็นสาวงามปรายตาให้ทั้งคู่เป็นคนที่สิบสี่

      “งั้นพี่ก็ควรหาผ้าคลุมมาโพกหัว” เฟรัสพูดอย่างติดตลก “เอาน่าพี่ นานๆทีผมจะได้เดินอวดตำแหน่งกับเขาบ้าง เวลาใส่ชุดนี้มาเดินกับเรอัส ไม่เคยมีสาวไหนส่งสายตาให้ผมสักที”

      “ตำแหน่งเป็นแค่ของนอกกาย”

      “ก็ในเมื่อมันไม่มีใครสนใจจะมองจากข้างใน คนเรามันถึงได้ขวนขวายหาของนอกกายมาสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองยังไงล่ะพี่”

      “มันเ