.+*[$nowdroP]*+. View my profile

Chapter6 : จุดเริ่มต้น

posted on 30 Jul 2011 02:20 by seldom in Selafia5

*นิยาย ที่นำมาโพสต์ไว้ในบล็อคเป็นการสำรองข้อมูลก่อนลงเว็บ Dek-d.com ดังนั้นจะมีการอัพที่ไวกว่าแต่จะไม่มีการแจ้งเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนนะจ๊ะ* 

 

Chapter6 : จุดเริ่มต้น
      ในคืนสงัดที่ไม่มีแม้แต่เสียงจิ้งหรีดเรไรร้องรำให้รำคาญหู ช่างเป็นคืนที่เหมาะแก่การนั่งชมจันทร์เป็นอย่างยิ่ง เซวอสในวัยยี่สิบเศษนั่งชันเข่าแล้วมองไกลไปยังท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ขับเน้นให้แสงจากดวงจันทร์เด่นกล้าขึ้นท่ามกลางความเดียวดาย
      "นึกยังไงถึงมานั่งชมจันทร์อย่างนี้ล่ะ หือ?" เสียงทุ้มที่เรียบลื่นแต่ไม่ขัดหู เอ่ยถามมาจากด้านหลัง
      "นึกถึงสาวสักคนให้หายเปลี่ยวใจ" คนถูกถามตอบกลับอย่างทะเล้น ทำให้อีกคนหัวเราะขำแล้วเดินมาหยุดมองข้างๆ
      "ถ้าอย่างนั้นดวงจันทร์คงไม่พอทำให้หายคิดถึง" ชายหนุ่มแสร้งขมวดคิ้วพูดเป็นหลักเป็นการจนคนเริ่มเรื่องหัวเราะขัน
      "ก็คนของข้าไม่ได้อยู่ใกล้ชิดเหมือนเจ้านี่ ซีลูเรียส"
      "ถ้าอย่างนั้นเจ้าคงต้องโทษโชคชะตาที่ทำให้เจ้าห่างไกลกับนางถึงเพียงนี้แล้วล่ะ"
      "นั่นสิ โชคชะตาช่างโหดร้ายจริงๆ"
      ทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ซีลูเรียสขยับกายลงนั่งแล้วหันกลับไปมองจันทร์อีกครั้ง
      "สรุปแล้วอะไรทำให้เจ้ามานั่งชมธรรมชาติอย่างนี้ฮึ?" ไม่ทันที่เซวอสจะได้กล่าวอะไร คนรู้ทันก็ยกนิ้วขึ้นชี้หน้า "อย่าบอกว่าเพราะผู้หญิงนะ เพราะข้าไม่เชื่อ"
      คนจะบ่ายเบี่ยงหุบปากฉับเมื่อโดนจับได้ เขาเงียบไปอึดใจแล้วจึงขยับยิ้มมองทั่วทั้งผืนดินแห่งนี้ และเนื่องจากเขานั่งอยู่บนชั้นที่สี่ของวังหลวง เขาจึงสามารถมองอาณาจักรอันกว้างใหญ่เหล่านี้ได้ถนัดตา นับตั้งแต่ต้นไม้เขียวชะอุ่ม และดอกไม้แสนสวยที่งามสะพรั่ง เรื่อยไปจนถึงลำธารใสเย็นมองเห็นตัวปลา
      ทั้งหมดนี้ไม่แตกต่างอะไรกับโลกอีกฟากฝั่งหนึ่งที่เขาได้อยู่อาศัยมาเกือบครึ่งชีวิต แล้วทำไมจึงต้องเกิดสงครามเพื่อรุกรานและแย่งชิงกัน จนทำให้สิ่งสวยงามเหล่านี้ต้องถูกทำลายด้วยน้ำมือของมนุษย์ผู้เต็มไปด้วยความโลภเช่นนี้ด้วย คิดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
      ชายหนุ่มผู้รอคอยคำตอบเลิกคิ้วแปลกใจ "หรือเจ้าจะคิดถึงนางจริงๆ?"
      เซวอสหัวเราะเบาๆ "นั่นก็ส่วนหนึ่ง"
      "ถ้าข้าเป็นสาวคนนั้น ข้าคงเป็นปลื้ม" เจ้าชายแห่งเฟรลอสเปรยหน้าตาย
      "ธรรมชาติสวยมากเลยเนอะ เจ้าว่าไหม"
      "เฮ้ เปลี่ยนอารมณ์ไวไปข้าตามไม่ทันนะ"
      "เฮ้ย อย่าเพิ่งขัดสิ คนจะซึ้งๆ เสียมู้ดหมด"
      "ฮ่าๆๆ ว่าไปสิ เรื่องซึ้งๆที่เจ้าว่า"
      "ความจริงแล้วข้าเคยคิดว่าก่อนที่ข้าจะขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากเสด็จพ่อ ข้าจะใช้ชีวิตอย่างอิสระ จะไม่ขอรับรู้เรื่องราวใดๆที่เกี่ยวกับงานการเมืองเด็ดขาด"
      "เพราะเจ้ามันบ้ายังไงล่ะ" บุรุษเจ้าของดวงตาสีฟ้าเอ่ยอย่างหนักใจ
      "ฮ่าๆๆ อาจจะจริงอย่างที่เจ้าว่า" เซวอสขยับยิ้มตอบทั้งๆที่ดวงตาสีเพลิงยังคงจับจ้องยังทิวทัศน์เบื้องหน้า "แต่ครั้งนี้มันเปลี่ยนไป ข้ารักเมืองของข้า ข้ารักธรรมชาติที่สวยงามนี้ ข้าไม่อยากให้ใครทำลายมันลงไป"
      "แล้วเจ้าจะทำยังไงหือ?"
      "ข้าจะกลับไป แล้วจัดการมันคนนั้น คนที่ทำให้ข้าต้องระเห็จออกมายังนอกเมือง คนที่ทำให้ทั่วทั้งเครเวอร์ต้องปั่นป่วนไปทั้งแผ่นดิน" ชายหนุ่มกำมือแน่นอย่างสะกดกลั้นอารมณ์ คนเป็นเพื่อนจึงวางมือลงบนไหล่เพื่อเรียกสติ
      "ข้าเชื่อว่าเจ้าจะทำได้"
       "เจ้าชาย!! พาท่านเซวอสหนีไปเร็วพ่ะย่ะค่ะ!!" พลันเสียงเหนื่อยหอบจากการวิ่งก็ดังขึ้นจากลูเอล องครักษ์คนสนิทของซีลูเรียส
      "เกิดอะไรขึ้น เจ้าหมายความว่ายังไงลูเอล" ชายหนุ่มถามเสียงเครียด
      "สงครามเกิดขึ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทางเครเวอร์เป็นฝ่ายเปิดฉาก ตอนนี้พระราชาจึงสั่งจับกุมตัวท่านเซวอสข้อหาเป็นกบฏ"
      "ว่ายังไงนะ!! เป็นไปไม่ได้"
      "กระหม่อมก็ไม่เชื่อเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ แต่ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้นอกจากให้ท่านเซวอสรีบหนีไปให้เร็วที่สุด"
      ตูมมมมมม!!!
      เสียงระเบิดดังจากชายแดนที่ติดกับเครเวอร์ ด้วยระยะทางขนาดนี้แล้วยังดังได้ขนาดนั้น แสดงว่าสมรภูมิคงกำลังเข้มข้นมากเลยทีเดียว
      "ต้องเป็นฝีมือเจ้านั่นแน่ๆ! เจ็บใจนัก!!" เซวอสระเบิดอารมณ์ด้วยการทุบมือเข้ากับผนังด้านข้าง ทว่าสถานการณ์ก็ยิ่งบีบคั้นเข้ามาเมื่อเสียงเอะอะจากทหารทั่วทั้งวังดังก้องขึ้นราวกับกำลังค้นหานักโทษอุกฉกรรจ์
      "เจ้าต้องรีบไป" เซลูเรียสหันมากล่าว "ไปหาเรนอส ข้าเชื่อว่าเขาจะช่วยเจ้าได้"
      "แล้วเจ้า?"
      "ข้าเป็นถึงเจ้าชายรัชทายาทนะ ไม่มีใครทำร้ายข้าได้หรอกน่า เจ้ารีบไปเสีย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป" เจ้าชายแห่งเฟรลอสเร่ง พลางเปิดช่องมิติให้เขาหลบหนี "แล้วก็อย่าลืมสิ่งที่เจ้าพูดไว้เสียล่ะ ทำให้แผ่นดินนี้ปราศจากสงคราม ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า"
      "ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง" เซวอสมองเพื่อนด้วยความซาบซึ้ง
      "รีบไป! เราต้องได้พบกันอีกแน่ข้าสัญญา"
      "แล้วเราจะพบกันอีก" ชายหนุ่มเดินเข้าไปในช่องมิติเป็นเวลาเดียวกับที่ทหารกลุ่มแรกเดินมาถึง
      พลทหารทำความเคารพเจ้าชายทันทีตามวินัย และเอ่ยถามอย่างเร่งรีบ "กระหม่อมกำลังหาเจ้าชายแห่งเครเวอร์เพื่อทำการจับกุมข้อหาเป็นกบฏ พระองค์เห็นเขาบ้างหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
      "ไม่นี่ ข้ากำลังเดินปรึกษาปัญหากับลูเอลอยู่ มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?" ซีลูเรียสแกล้งถามหน้าซื่อได้อย่างแนบเนียน
      "เครเวอร์ทำการเปิดสงครามเมื่อครู่นี้พ่ะย่ะค่ะ หากพระองค์ไม่เห็น กระหม่อมต้องขอตัวก่อน"
      "อืม ไปสิ" เจ้าชายพยักหน้าให้ทหารเหล่านั้นทำหน้าที่ตัวเองต่อ
      "ขอให้เจ้าปลอดภัยนะเซวอส..." ซีลูเรียสหันมองจันทร์เพียงครู่ แล้วจึงมุ่งหน้าไปยังห้องโถงของวังซึ่งคาดว่าผู้เป็นพ่อจะประทับอยู่ในทันที
+  +  +  +  +
      ความรู้สึกอันเฉียบไวร้องเตือนชายหนุ่มรูปงามเจ้าของเรือนผมสีเพลิงยาวผู้เป็นเจ้าของปราสาท เมื่อพลังเวทศาสตร์มืดอันมากมายกระจุกตัวอยู่ยังบริเวณชายแดนเครเวอร์ซึ่งอยู่ไกลจากที่แห่งนี้กว่าร้อยไมล์ จากนั้นเพียงไม่นานพลังเวทแขนงหนึ่งก็บังเกิดขึ้นจากทางด้านหลัง สัญชาตญาณจึงสั่งให้เขาปาดาวกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว แล้วกระโดดถอยห่างจากเป้าหมายนั้นในทันที
      "ใจคอคิดจะฆ่ากันให้ตายเลยหรือยังไงฮึ!" นอกจากอาวุธของเขาจะทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้แล้ว เสียงคุ้นๆยังดังมาจากช่องมิติที่เพิ่งเปิดออกนั่นอีก
      "เซวอส?" เรนอสลองเอ่ยถามหยั่งเชิงดู
      "ถ้าไม่ใช่ข้าแล้วใครจะหลบดาวกระจายของเจ้าได้ล่ะ" ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำยุ่งๆ กับดวงตาสีเพลิงเคร่งเครียดเดินออกจากหลุมมิติ
      "ซีลูเรียสอาจจะทำได้" เรนอสขยับยิ้มมุมปากเล็กๆ
      "แต่มันก็ไม่เคยเสนอหน้ามาลองดาวกระจายของเจ้าอย่างข้านี่นา" แม้ว่าจะอยู่ในภาวะเคร่งเครียด แต่นิสัยปากไปก่อนสมองก็ไม่เคยหยุดทำงานของมันเสียที
      "ข้ารู้สึกได้ถึงพลังศาสตร์มืดอันรุนแรงจากด้านโน้น" ชายเจ้าของห้องเดินเข้าไปใกล้ เมื่อรู้ว่าปราศจากอันตราย "มันเกิดอะไรขึ้น?"
      "เครเวอร์เริ่มสงครามเมื่อครู่ใหญ่ๆนี่เอง" เซวอสเดินไปมองริมหน้าต่างห้องซึ่งไม่เห็นสิ่งใดนอกจากดวงจันทร์บนท้องฟ้าที่สีหม่นลงราวกับกำลังถูกกลืนกิน
      "ข้าไม่เคยได้ยินว่าการใช้มนตร์ดำในเครเวอร์เป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย และเฟรลอสเองก็ไม่ใช้มนตร์ดำพร่ำเพรื่อขนาดนี้" เรนอสขมวดคิ้วมุ่น พยายามครุ่นคิด
      "ข้าต้องไปดูให้เห็นกับตา คนที่มันเริ่มสงครามบ้าบอนี่จะต้องเป็นคนคนเดียวกับที่ลอบทำร้ายข้าแน่ๆ"
      "เจ้าจะไปยังไง นั่นมันกลางสงครามนะ ถึงเจ้าไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ดีไม่ดีอาจจะโดนฟันหัวขาดไม่รู้ตัวอีก"
      "แต่ข้าอาจช่วยยุติสงครามครั้งนี้ได้ หากข้าปรากฏตัว เสด็จพ่อจะต้องฟังสิ่งที่ข้าพูด" เหตุผลของเพื่อนหนุ่มทำให้เรนอสเริ่มเอนเอียง
      "แล้วถ้าผลมันเป็นในทางตรงกันข้าม...พ่อของเจ้าดึงดันที่จะทำสงครามต่อไปล่ะ?"
      "พระองค์ไม่ใช่คนไร้เหตุผล! ขอเพียงแต่ข้าได้ไปที่นั่น!!" ด้วยอารมณ์ที่รุนแรง ผนวกกับเวลาที่เดินไปไม่หยุดนิ่ง เซวอสจึงเผลอขึ้นเสียง
      "เจ้าช่วยมีสติยั้งคิดมากกว่านี้หน่อยได้เซวอส นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะ" บุรุษผมยาวยังคงพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
      "เพราะมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆน่ะสิ ข้าถึงต้องรีบไป!"
      "เจ้าก็รู้ว่าที่นี่ห่างไกลจากสมรภูมิมากแค่ไหน" เรนอสขมวดคิ้วส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
      "เจ้าเป็นนินจาที่รู้เส้นทางลับมากมายไม่ใช่เหรอ เจ้าต้องรู้เส้นทางที่จะพาข้าไปยังที่แห่งนั้นโดยไวได้สิ"
      "ข้าไม่ใช่เทวดาที่จะเสกพรตามปรารถนาให้เจ้าได้นะ"
      "โธ่เว้ย!!!"
      ปัง!!!!!
      เมื่อหมดสิ้นหนทาง คนร้อนใจจึงตะโกนพร้อมกับทุบผนังเสียงดังราวกับต้องการระบายอารมณ์อันเดือดพล่านที่มันอัดอั้นอยู่ในใจ
      "ข้าควรจะทำยังไงดี" เมื่อเริ่มสงบสติอารมณ์ได้ เซวอสก็เอ่ยขึ้นมาอย่างอ่อนแรง
      "ถ้าการต่อสู้ครั้งนี้ร้ายแรงถึงขนาดนั้นล่ะก็..." ดวงตาสีเขียวมรกตแลดูครุ่นคิด "ฟารูน"
      "ขอรับนายท่าน" เสียงปริศนาจากหน้าประตูตอบรับคำเรียกขานจากผู้เป็นนาย
      "ให้นักรบนินจาทุกคนเตรียมพร้อมออกรบ อีกไม่นานวังหลวงจะต้องส่งสัญญาณขอกำลังเสริมอย่างแน่นอน...ส่วนเจ้า" เรนอสหันไปหาเพื่อนหนุ่มที่ยังคงเคร่งเครียดพร้อมกับส่งบางสิ่งให้ "ใส่มันซะ แล้วตามข้ามา" เซวอสมองสิ่งที่อยู่ในมือ ก่อนจะเบิกตากว้างอย่างตกใจ
      "ท...ทำไม...เจ้าไม่เคยอนุญาตให้ใครก็ตามที่ไม่ใช่นินจาใส่ชุดนี้นี่"
      "ถ้าเจ้าไม่อยากใส่ก็เอาคืนมา"
      "เฮ้ย!! ได้ไงล่ะ พูดแล้วห้ามคืนคำสิ" ชายหนุ่มโวยวายดึงเสื้อกลับ เมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะเอาคืนจริงๆ "เจ้าจะให้ข้ากลมกลืนไปกับนินจานักรบของเจ้าสินะ"
      "ใช่ เพราะวังหลวงจะต้องใช้เส้นทางที่เร็วที่สุดในการขนย้ายพลทหารกำลังเสริมแน่นอน" นินจาหนุ่มวิเคราะห์อย่างมีสติ
      "เจ้านี่เป็นเพื่อนที่ข้าพึ่งพาได้เสมอเลยนะ" ชายหนุ่มขยับยิ้มแล้วตบบ่าป้าบๆ คนเป็นเพื่อนที่พึ่งพาได้จึงทำได้เพียงยกมือขึ้นกุมขมับเท่านั้น
      "ส่วนเจ้าก็เป็นเพื่อนที่นำปัญหามาให้ข้าเสมอเลยนะ"
      "ฮ่าๆๆ เพื่อนกันเขามีไว้ช่วยแก้ปัญหาไม่ใช่เหรอ"
      "ใครเป็นคนสอนเจ้า ข้าจะไปฆ่ามันซะ"
      "ฮ่าๆๆ"
 
      จริงอย่างที่เรนอสว่าไว้ไม่ผิด...
      หลังจากที่เซวอสจัดการใส่ชุดนินจาที่ช่วยทั้งอำพรางใบหน้าและทำให้เขากลมกลืนไปกับพวกนักรบนินจาแล้ว ทางวังหลวงก็ส่งสัญญาณขอกำลังเสริมมายังกองกำลังที่ห่างไกลจากสนามรบ นั่นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทางฝั่งเฟรลอสกำลังเสียเปรียบจากทั้งด้านกำลังคนและการเตรียมพร้อม
      ศึกครั้งนี้เรนอสจึงอาสาออกนำทัพด้วยตัวเอง เพื่อเรียกขวัญและกำลังใจจากไพร่พลของเขาให้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว และที่สำคัญคือ เพื่อคอยจับตาดูสหายของเขา ไม่ให้ไปก่อเรื่องกลางสนามรบจนเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตอีกด้วย
      เมื่อกองทัพพร้อมรบแล้ว หลุมมิติขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นครอบคลุมกองทัพราวกับโดมแก้ว จากนั้นเพียงไม่กี่นาที นักรบนินจากว่าพันนายก็หายวับไปราวกับว่าที่แห่งนั้นไม่เคยมีผู้ใดย่างกรายเข้ามาในยามวิกาลเช่นนี้
      ในส่วนของภายในหลุมมิตินั้นก็มืดสนิทและเงียบสงบราวกับว่ามีเขาอยู่ในนั้นเพียงคนเดียว เวลาที่ผ่านไปดูคล้ายจะยาวนานเป็นพิเศษ ซึ่งอาจจะมาจากระยะทางที่ไกลขนาดข้ามทวีปได้ เซวอสหลับตาลงเพื่อสร้างความผ่อนคลายให้กับจิตใจ สมองคิดอยู่อย่างเดียวว่าขอให้เขาไปทัน...ขอให้เขาหยุดยั้งสงครามครั้งนี้ให้ได้ด้วยเถอะ...
+  +  +  +  +
      กลางสนามรบ ทหารราบทั้งสองฝ่ายนั้นก็กำลังรบพุ่งกันอย่างดุเดือด จำนวนทหารที่แตกต่าง พร้อมทั้งเวทศาสตร์มืดที่อีกฝ่ายโหมกระหน่ำเข้ามาทำให้ป้อมปราการต่างๆค่อยๆถูกยึดไปเรื่อยๆ พลทหารที่มีเพียงหยิบมือก็ต้องถอยร่นลงไปอย่างช่วยไม่ได้ การปรากฏตัวของทหารเครเวอร์นั้นรวดเร็วราวกับมัจจุราชที่ไม่มีสัญญาณใดๆแจ้งเตือนล่วงหน้า ได้สร้างความหวาดกลัวให้แก่ทหารกล้าชาวเฟรลอสเป็นอย่างยิ่ง
      "กำลังเสริมมาแล้ว!!"
      หนึ่งเสียงกลางสนามรบถูกตะโกนต่อกันไปเรื่อยๆ ความฮึกเหิมที่ดับมอดจึงลุกโชติช่วงขึ้นมาอีกครั้ง กองทัพแม่มดและบิ๊กฟุตที่มาถึงสนามรบเป็นกลุ่มแรกพุ่งเข้าถาโถมศัตรูด้วยกำลังที่เต็มเปี่ยม มนตราสีดำสนิทปกคลุมท้องฟ้าจนมืดมิด มีเพียงแสงไฟแปลบปลาบหลากหลายเส้นสายที่ตอบโต้โจมตีกันโดยไม่มีใครรู้ว่าพลังสายไหนมาจากฝ่ายใดกันแน่ ร่างไร้ชีวิตที่พลาดพลั้งในสนามรบของผู้ใช้มนตราด้านบนค่อยๆร่วมหล่นลงมาเรื่อยๆราวกับใบไม้ที่ปลิดปลิวจากกิ่งไม้ไปตามสายลมแลดูน่าสะเทือนใจ
      ขณะเดียวกัน ด้านล่างก็เกิดการรบที่บ้าระห่ำของเหล่าบิ๊กฟุตซึ่งเหยียบย่ำศัตรูจนแหลกเหลวติดดิน โลหิตสีแดงฉานไหลนองเต็มพื้นที่เป็นแอ่งเป็นหลุมราวกับมีบึงเลือดกระจายอยู่เต็มพื้นที่ บัดนี้เฟรลอสได้ผันตัวเองจากการเป็นฝ่ายเสียเปรียบให้เป็นฝ่ายที่กำลังจะได้ชัยในที่สุด
      "ท่านแม่ทัพ..." รองแม่ทัพผู้สง่างาม หนึ่งในสามบุคคลซึ่งนั่งอยู่บนอาชาไนยที่ค่อนข้างห่างไกลจากสนามรบ มองไปยังแม่ทัพร่างใหญ่ทางด้านซ้ายของเขา ดวงตาคมเข้มสีน้ำเงินกระจ่างเต็มไปด้วยความกังวลและไม่เห้นด้วยกับศึกในครั้งนี้ "ข้าว่าเราควรจะถอยทัพได้แล้ว การที่เอากำลังคนมาทิ้งอย่างนี้มัน..." ไม่ทันที่เขาจะพูดจบ บุรุษร่างใหญ่ก็ยกมือขวาเป็นสัญญาณให้เขาหยุด
      "ข้ารู้ว่าสงครามครั้งนี้มันเกิดมาจากความอันไม่สมควร" เสียงที่หนักแน่นเข้มแข็งเจือไปด้วยความเจ็บปวดจากการที่ต้องเห้นพวกพ้องค่อยๆเสียชีวิตไปทีละคนอย่างไร้ค่า "แต่เมื่อคำสั่งนั้นมาจากเจ้าเหนือหัว และบัดนี้เราเองก็อยู่ในสนามรบ เราจึงต้องทำตามคำสั่งนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จนกว่าเครเวอร์จะได้ชัย"
      "สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือจบสงครามให้เร็วที่สุดสินะ" อีกเสียงทางด้านซ้ายมือของท่านแม่ทัพ คือเสียงของท่านราชองครักษ์ประจำตัวรัชทายาทแห่งเครเวอร์ซึ่งได้หายสาปสูญไปในอาณาเขตของป่าอาถรรพ์เมื่อปีก่อน และด้วยความภักดีของเขา โทปาซจึงอาสาออกรบเป็นแนวหน้าเพื่อค้นหาผู้เป็นนายด้วยตัวของเขาเอง
      "ถึงเวลาแล้ว" คำพูดให้สัญญาณของแม่ทัพใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับพลุสีแดงสดที่ถูกยิงขึ้นสู่ท้องฟ้า ฉับพลันทหารเครเวอร์ก็พร้อมใจกันก้มลงหมอบติดดินก่อนที่พลังที่รวมตัวกันราวกับใบมีดขนาดยักษ์จะกวาดไปทั่วสนามรบ ผ่าร่างทหารเฟรลอสทั้งที่เป็นคนและไม่ใช่คนให้ขาดออกเป็นสองท่อนอย่างง่ายดาย ซากศพและกำลังทหารของเฟรลอสลดลงไปอีกครั้งจนแทบไม่เหลือใครนอกจากเหล่าผู้ใช้มนตราบนท้องฟ้า
      ไม่ทันที่แม่ทัพแห่งเครเวอร์จะส่งสัญญาณไปยังน่านฟ้า ธนูปลายแหลมก็พุ่งมาที่เขาอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยสัญชาตญาณจากการผ่านสมรภูมิรบอันโชกโชน ร่างสูงใหญ่จึงเบี่ยงหลบไปได้อย่างหวุดหวิด ช่องว่างที่เกิดจากลูกธนูเพียงดอกเดียวนั้นทำให้การส่งสัญญาณขาดช่วงไป ส่งครามบนฟากฟ้าจึงยังไม่ยุติลงเช่นด้านล่าง
      หลังจากธนูดอกแรกถูกยิงลงมาได้ไม่นาน ดอกที่สองสามสี่ก็ตามติดลงไปกลางสนามรบราวกับห่าฝน เหล่าทหารกล้าที่เพิ่งยันกายลุกขึ้นมา หวังว่าตนจะเป็นฝ่ายได้ชัยจาก