Chapter7 : บทสรุปที่ยังไม่สิ้นสุด [07/12/54]
posted on 16 Oct 2011 02:21 by seldom in Selafia5*นิยาย ที่นำมาโพสต์ไว้ในบล็อคเป็นการสำรองข้อมูลก่อนลงเว็บ Dek-d.com ดังนั้นจะมีการอัพที่ไวกว่าแต่จะไม่มีการแจ้งเปอร์เซ็นต์ที่แน่นอนนะจ๊ะ*
Chapter7 : บทสรุปที่ยังไม่สิ้นสุด
ภายในกรงขังที่มืดมิดและอับชื้น เจ้าชายแห่งเครเวอร์กำลังนั่งนิ่งๆ แล้วทอดสายตามองไปยังหน้าต่างด้านนอกด้วยสายตาสิ้นหวัง
เขาไม่รู้ว่าเขาอยู่ในคุกมืดๆ นี่มากี่วันแล้ว และยังไม่รู้สถานการณ์ข้างนอกด้วยว่าทั้งสองฝ่ายสู้รบกันไปถึงไหน เพราะเจ้าคนเฝ้าคุกไม่ยอมบอกอะไรกับเขาทั้งสิ้น มีแต่กัดเขาเจ็บๆ คันๆ พอให้ได้รู้สึกว่าไม่ได้อยู่เพียงคนเดียวในสถานที่ที่เงียบเหงาเช่นนี้
ร่างกายที่เคยแข็งแรงอย่างคนสุขภาพดีของเขาก็ค่อยๆ ผ่ายผอมลงจนเห็นได้ชัด ให้ตายสิ! ความกังวลและสภาพแวดล้อมแย่ๆ นี่กำลังจะทำให้เขาคลั่งตาย!!
แกร๊กๆ
เสียงไขประตูห้องขังที่ดังเบาๆ พอจะเรียกความสนใจของเชลยศึกให้หันไปสนใจได้ แสงสว่างจากภายนอกที่สาดส่องเข้ามาเมื่อประตูบานใหญ่เปิดออกทำให้เขาต้องหรี่ตาและเอามือป้องแสงอย่างแสบตา
ทันใดนั้นเอง โซ่เส้นใหญ่ก็พุ่งเข้ามัดตัวเขาพร้อมกุญแจมือที่หนาหนักซึ่งล็อคสองมือไว้อย่างแน่นหนา ตามมาด้วยแรงกระชากที่ทำให้เขาลอยหวือไปข้างหน้าราวกับว่าวที่ถูกดึงสายป่าน
โซ่กับนักโทษและห้องขัง ช่างเป็นคำที่ขาดกันไม่ได้เลยจริงๆ...
เซวอสนึกประชดอยู่ในใจก่อนจะเดินตามแรงดึงนั้นไปเรื่อยๆ ระหว่างทางนั้นเขาก็พยายามมองเสี้ยวหน้าคนที่คาดว่าจะเป็นคู่ปรับลับฝีปากที่ประลองคำกัดกับเขาแทบทุกวัน
มันเป็นทหารร่างสูงใหญ่บึกบึน สูงเสียจนเรียกว่ายักษ์ก็คงไม่มีใครค้าน ทั้งใบหน้าก็ยังรกรุงรังไปด้วยหนวดเคราแบบที่ใครเห็นก็คงต้องเผ่นหนีด้วยคิดว่าเป็นมหาโจรใจคด นั่นทำให้เขาอดจะเอ่ยถามออกมาไม่ได้
"เคยมีใครบอกไหมว่าเจ้ามันหน้าเหมือนโจร" คำถามนั้นทำให้ทหารคุมคุกชะงักเท้านิดหนึ่ง แต่ก็หัวเราะเสียงต่ำๆ ที่แฝงความเศร้าอย่างล้ำลึกอยู่ในที
"เยอะแยะ แต่ไม่มีใครกล้าถามตรงๆอย่างเจ้า"
"ฮ่าๆๆ พวกเขาคงกลัวเจ้าหันมาส่งกำปั้นแทนคำตอบล่ะมั้ง" ท่าทีสบายๆ ไม่รังเกียจและไม่หวาดกลัวของเชลยกิตติมศักดิ์ทำให้ชายร่างยักษ์หัวเราะตาม ชักจะถูกใจเจ้าคนที่ได้แต่ตอบโต้แต่ไม่เคยเห็นหน้าจนมันออกมานี่ขึ้นมานิดหนึ่ง
"แล้วเจ้าไม่กลัวรึไง" คนถูกถามส่ายหน้าวืด จากที่เป็นฝ่ายถูกจูง กลับกลายเป็นเดินมาขนาบข้างเพื่อพูดคุยเสียอย่างนั้น
"ไม่หรอก เจ้าพูดตรงดี ไม่เหมือนพวกในวัง นิสัยแบบนี้ข้าชอบ"
"เจ้าก็ใจกล้าดี ดูโง่ไปนิดแต่ก็ดูจริงใจ"
"ข้าจะถือว่านั่นเป็นคำชมแล้วกันนะ" เซวอสหัวเราะคิกคัก "แล้วเจ้าชื่ออะไร?"
"ข้าชื่ออัลฟรองโซ่"
"ชื่อเหมือนหมา" คำพูดลอยๆของเขา ทำให้เจ้าของชื่อหันมามองอย่างไม่พอใจแวบหนึ่ง "เปล่าๆ ข้าหมายถึงชื่อมันน่ารักดี เหมือนหมาไม่เหมือนชื่อคน"
"สงสัยเจ้าจะอยากกินกำปั้นก่อนไปพบพระราชา" คนฟังคำแก้ตัวที่ดูเหมือนยิ่งพูดยิ่งแย่กำมือเหมือนเตรียมพร้อมปล่อยหมัด ชายหนุ่มจึงต้องยกมือสองข้างขึ้นเป็นสัญญาณยอมแพ้
"ง่า ข้าก็แค่พูดไม่ทันคิด เจ้าอย่าถือสาข้าสิ ไหนว่าชอบที่ข้าพูดตรงไง"
"พูดตรงกับพูดไม่ใช้สมองมันเหมือนกันที่ไหน" อัลฟรองโซ่ทิ้งมือลงข้างกายดังเดิม และเลี้ยวเข้าสู่ตัวพระราชวังที่เต็มไปด้วยแสงไฟในยามค่ำคืนเช่นนี้
"ก็ได้ ข้าผิดเองนั่นล่ะ ว่าแต่เรากำลังจะไปไหนน่ะ?"
"เอาเจ้าไปให้ราชาดูหน้าเพราะเจ้าชายเป็นคนมาขอประกันตัว" คำตอบกึ่งเล่นกึ่งจริงทำให้ชายผมดำอดขำไม่ได้ มันก็น่าตลกอยู่ที่ว่าคนเอาเขาเข้าคุกได้รับคำสั่งจากราชา แต่คนขอประกันตัวกลับเป็นเจ้าชายที่ได้ชื่อว่าราชารักและตามใจมาโดยตลอดเสียอย่างนั้น แล้วยังทำท่าจะอนุญาตเสียด้วยสิ
"ข้าส่งเจ้าได้เพียงเท่านี้แหละ ทหารจะนำตัวเจ้าไปเข้าเฝ้าราชาต่อเอง" อัลฟรองโซ่หยุดฝีเท้าลงที่ประตูเล็กๆหลังวัง แล้วส่งต่อโซ่ไปให้กับทหารที่มารับตัวนักโทษ ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปตามทาง
"แล้วข้าจะบอกซีลูเรียสว่าเจ้าทำงานดีแค่ไหน" ชายร่างยักษ์ยกมือข้างขวาขึ้นเป็นเชิงว่ารับรู้แล้ว แต่สองเท้าก็ยังคงเดินหน้าต่อไป
เมื่ออัลฟรองโซ่ไปแล้ว คนที่เขาก็คุยด้วยก็ไม่มีอีก ทหารที่มานำตัวเขาไปนั้นเป็นหมูป่าตัวใหญ่สองตัวที่ยืนสองขาได้ และดูจากหน้าตาท่าทางแล้ว เขาก็อดกลัวไม่ได้ว่า หากพูดอะไรออกไปแบบที่คุยกับอัลฟรองโซ่มาตลอดทาง อาจจะโดนหมูขวิดตายได้
"นำตัวนักโทษมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ" เสียงแหบใหญ่ตะโกนดังอยู่หน้าประตูเมื่อมาถึงที่หมาย
"นำตัวเข้ามาได้" เสียงที่ตอบกลับมานั้นเขาจำได้ดีว่าเป็นเสียงพ่อของเพื่อนที่สั่งจับกุมเขาเอาไว้
เมื่อประตูห้องเปิดออก คนแรกที่เขาเห็นก็คือใบหน้ายิ้มแย้มระคนขบขันของซีลูเรียส เลยถัดไปอีกเป็นกษัตริย์แห่งเฟรลอสที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูง พระองค์ดูชราลงไปมากจากครั้งสุดท้ายที่เขาได้พบ
"ประสบการณ์ในคุกเกือบเดือนเป็นยังไงบ้างหืม ขนาดข้ายังไม่เคยเข้าไปนานขนาดนั้นเลยนะ" เจ้าชายแห่งเฟรลอสเย้าอย่างขบขำ แต่คนถูกหยอกกลับทำหน้าเซ็งๆตอบ
"ก็เร้าใจดี ไม่รู้จะตายวันไหน"
"อะแฮ่ม" กษัตริย์แห่งเฟรลอสกระแอมไอเสียงดังเพื่อบอกให้รู้ว่ายังมีผู้ใหญ่นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้อีกคน
"ถวายบังคมฝ่าบาท ตอนนี้กระหม่อมไม่สามารถทำความเคารพได้ โปรดประทานอภัยด้วย" ถึงแม้ว่าพระองค์จะเป็นคนสั่งจับเขา แต่เขาก็เข้าใจดีว่าด้วยตำแหน่งกษัตริย์ จะนึกทำอะไรตามใจคงไม่ได้
"แก้มัดเขาเสีย" เมื่อได้รับคำสั่ง หมูป่าสองตัวจึงรีบใช้กีบเท้าปลดกุญแจมือให้เขาอย่างคล่องแคล่ว ทำให้เขาต้องนิ่งมองอย่างสนใจ ตอนนี้พันธนาการทั้งหลายได้หายไปแล้ว ชายหนุ่มจึงก้มตัวทำความเคารพได้เสียที
"ข้าจะไม่อ้อมค้อมนะ พรุ่งนี้ข้าจะส่งเจ้ากับซีลูเรียสกลับสู่สนามรบ และจงไปเจรจากับเครเวอร์เสีย ว่าเราไม่ปราถนาให้ประชาชนต้องมาเสียเลือดเนื้อด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้" ฝ่าบาทตรัสสั่งด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า
"กระหม่อมขอทูลถามได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ ว่าชนวนสงครามในครั้งนี้คืออะไร?" เซวอสถาม
"พ่อของเจ้าบอกว่าเฟรลอสบุกทำลายหมู่บ้านตามชายแดนในเครเวอร์จนเสียหายไปหลายแห่ง แล้วเมื่อเครเวอร์จะส่งทูตมาเจรจา บรรดาทูตเหล่านั้นก็หายไปราวกับถูกฆ่าตายไปแล้ว" คนตอบคือซีลูเรียสที่เพิ่งทราบข่าวเมื่อเร็วๆนี้จากหน่วยสอดแนมของกองทัพ
"แล้ว?..." เจ้าชายแห่งเครเวอร์เหลือบสายตามองไปยังกษัตริย์บนบัลลังก์อย่างระแวดระวัง เขาไม่ชอบฟังความข้างเดียว และยิ่งไม่ชอบการกล่าวหาแบบไม่มีหลักฐานด้วย
แววตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของราชาฉายแวบขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยยืนยันความบริสุทธิ์ "ข้าไม่ได้เป็นคนสั่งการ แต่หลังสงครามนี้ ข้าจะทำการสืบสวนครั้งใหญ่อีกทีหนึ่ง"
"หากกระหม่อมกลับสู่ประเทศแล้ว จะรีบดำเนินการตรวจสอบภายในทันทีเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ" เมื่อกษัตริย์ให้คำสาบาน เขาจึงให้ความมั่นใจว่าจะไม่ปรักปรำเฟรลอสอยู่ฝ่ายเดียวเช่นกัน
"ข้าจะรอดู" กษัตริย์พยักหน้าพอใจ "พวกเจ้าไปพักผ่อนเสียเถอะ พรุ่งนี้จะได้กลับสู่สนามรบแต่เช้า"
"พ่ะย่ะค่ะ" สองเสียงประสานกันอย่างพร้อมเพรียง
"เรียกหัวหน้าเผ่านาร์ซิสซาร์มาซิ" เมื่อเจ้าชายทั้งสองเดินออกจากห้องไปแล้ว ฝ่าบาทก็ตรัสสั่งแก่นายทหารต้นห้อง
เขาไม่ใช่ตาแก่ที่จะสู้รบอย่างใสสะอาดแบบที่ลูกชายของเขาชอบทำ และในเมื่อมันยืดเยื้อมาถึงขนาดนี้แล้ว ความอดทนของเขาก็จะไม่มีให้กับพวกมันอีกต่อไป กองทัพเครเวอร์จะต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เพื่อเป็นการเตือนว่าอย่าได้มากระตุกหนวดราชสีห์อย่างเฟรลอสอีก!!!
+ + + + +
ปังๆๆๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นถี่รัว บ่งบอกถึงความเร่งรีบของคนที่อยู่ด้านนอกเป็นอย่างดี เซวอสที่เพิ่งจะะล้มตัวนอนไปได้ไม่ถึงสามชั่วโมงดีจึงออกอาการหงุดหงิดงัวเงีย ลุกขึ้นไปเปิดประตูพร้อมกับสาปแช่งไอคนปลุกไม่ดูเวลาอยู่ในใจ
ทว่าคนปลุกกลับเป็นเพื่อนรักที่หน้าตาเคร่งเครียดอย่างที่สุด ความง่วงนอนจึงค่อยๆสร่างซาลงไปตามลำดับ แล้วเปลี่ยนมาเป็นคำถามแทน
"เกิดอะไรขึ้น?"
"แต่งตัวเดี๋ยวนี้เลย เราต้องรีบไปสนามรบ แล้วฉันจะอธิบายเรื่องราวระหว่างทาง" คำสั่งเฉียบขาดทำให้เขาพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ร่างสูงรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าภายในเวลาเพียง 5 นาที จากนั้นทั้งสองก็ใช้ม้าเร็วควบตะบึงสู่สนามรบ เพราะนักเวทฝีมือดีถูกเกณฑ์ไปอยู่ที่นั่นหมด จึงไม่สามารถใช้เวทเปิดปิดมิติได้
"สรุปแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?" เซวอสเอ่ยปากถามขณะควบม้าด้วยความเร็วสูงไปตามทางรกชัฏ
"ทหารของเราจับได้ว่าเครเวอร์กำลังทำพิธีใช้มนตร์ดำโบราณที่มีพลังทำลายล้างสูง มันคงคิดจะทำลายเฟรลอสให้สิ้นซาก" การพูดในขณะที่ม้าพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วขนาดนี้ ทำให้ซีลูเรียสต้องตะโกนแข่งกับเสียง "ตอนนี้แม่มด นักเวท ผู้ใช้มนตราทั่วทั้งเฟรลอสจึงถูกเกณฑ์ไปสร้างเกราะป้องกัน ไม่ให้มันทำลายล้างไปทั้งเมือง"
"เรื่องราวมันชักจะบ้ากันเกินไปแล้ว!!!"
"ใช่ บ้าเกินไปจริงๆ"
บทสนทนาหยุดอยู่เพียงเท่านั้น รอบกายจึงมีเพียงเสียงฝีม้าเท้าที่ห้อตะบึงอย่างรวดเร็วไปตลอดทาง หวังเพียงว่าเขาจะไปถึง และทันยุติสงครามไร้สาระนี้เสียที
กว่าจะไปถึงจุดหมายก็กินเวลาไปกว่าหนึ่งชั่วยาม เสียงอาวุธที่เคยกระทบกันเซ็งแซ่เงียบกริบราวกับอยู่ในสุสานร้าง ภาพตรงหน้าคือซากศพทหารที่กองพะเนินสูงไปทั่วพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ กองทัพเครเวอร์หายไปแล้ว และกองทัพเฟรลอสก็แทบไม่เหลือแล้วเช่นกัน
แม่ทัพใหญ่แห่งเฟรลอสตายอย่างมีเกียรติในสนามรบ เหลือเพียงรองแม่ทัพที่มีบาดแผลกระจายอยู่ทั่วทั้งตัวซึ่งนอนหมดสติอยู่กลางสนามรบ และทหารอีกเพียงหยิบมือเดียวที่บาดเจ็บสาหัสไม่แพ้กัน
ซีลูเรียสรีบลงจากหลังม้าและไปดูอาการของรองแม่ทัพทันทีที่มาถึงจุดรักษาของกองทัพ โดยลืมทิ้งเขาไว้ด้านนอกท่ามกลางความวุ่นวายของหน่วยพยาบาลทั้งชายและหญิง
"แล้วเรนอสล่ะ?" เซวอสเอ่ยถามบุรุษพยาบาลคนที่อยู่ใกล้ที่สุดอย่างร้อนใจ เมื่อในจำนวนทหารที่เหลืออยู่ เขาไม่เห็นคนเป็นเพื่อนเลยแม้แต่เงา แล้วเวลาอย่างนี้ จะไปถามเรื่องราวจากใครก็คงไม่มีใครว่างตอบ
"ท่านเรนอสกับทหารนินจาแดงอยู่ด้านโน้นขอรับ" คนถูกถามเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว ส่วนมือทั้งสองก็สาละวนกับการทำแผลให้ทหารตรงหน้า
"ขอบใจ" พูดขอบคุรเสร็จ เขาก็ทำท่าจะเดินจากไป แต่กลับชะงักเท้า และหันมาถามบุรุษพยาบาลคนเดิมอีก "มีอะไรให้ช่วยไหม?" ชายหนุ่มที่สาละวนกับการทำแผลนิ่งไปนิด ก่อนจะเผยสีหน้าลำบากใจ
"ข้ามิบังอาจเรียกใช้ผู้สูงศักดิ์ได้หรอกขอรับ" คำตอบคล้ายประชดประชัน ทำให้เขาผงะไปนิด หมอนี่คงคิดว่าเขาเป็นพวกขุนนางเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ที่ได้แต่ชี้มือสั่งงานอยู่แต่ในวังล่ะมั้ง...แต่ความจริงมันก็ไม่ผิดกันเสียเท่าไหร่หรอก
"ข้าอยากช่วยจริงๆ มีคนเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน งานก็เบาลงหนึ่งอย่าง จริงไหม" ชายหนุ่มฉีกยิ้มเป็นมิตร ทำให้อีกฝ่ายเกิดความลังเลขึ้น
"ถ้าอย่างนั้นช่วยเอาเปลทางโน้นมาให้ข้าทีได้ไหมขอรับ ข้าจะหามเขาไปให้ท่านหมอดูแลต่อ"
"ได้เลย" เซวอสเดินไปหยิบเปลมาอย่างว่าง่าย เรื่องไปคุยกับทางเครเวอร์เอาไว้ทีหลังก็แล้วกัน ตอนนี้ช่วยทำอะไรได้ก็ช่วยกันไปก่อน รอให้สถานการณ์วุ่นวายนี่ทุเลาลงค่อยไปถามจากซีลูเรียสอีกทีหนึ่ง แล้วค่อยกลับเครเวอร์ไปสะสางเรื่องต่างๆพวกนี้ก็คงไม่สายเกินไป
ไม่นานนัก หน่วยพยาบาลที่ทำงานกันตัวเป็นเกลียว ก็มีสมาชิกเป็นชายหนุ่มหน้ามนเข้ามาช่วยทำงานอย่างขยันขันแข็ง ทำให้ผู้บาดเจ็บได้รับการรักษาได้รวดเร็วขึ้นและทันท่วงที
จากนั้นสถานการณ์วุ่นวายก็ค่อยๆบรรเทาลงจนกระทั่งผู้บาดเจ็บคนสุดท้ายได้รับการรักษาเป็นที่เรียบร้อย เซวอสจึงได้ฤกษ์เดินไปหาเรนอสซึ่งนอนเจ็บอยู่บนพื้นที่มีเพียงผ้าบางๆรองไว้ แขนข้างขวาของเขาถูกเข้าเฝือกช่วงคราว ส่วนผมที่ยาวสวยก็ถูกตัดจนสั้นกุดแค่บ่า
"นายออกมาจากคุกแล้ว?" บุรุษผมแดงที่นอนแบ็บอยู่บนพื้นเอ่ยถามเมื่อเขาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ
"ออกมาได้ไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง...เจ้ามันก็ใจดำ รู้ว่าข้าถูกจับโยนเข้าคุก แทนที่เจอซีลูเรียสแล้วจะบอกมันทันที เสือกให้รอเป็นเดือนกว่าจะปริปากพูด" คนใจดำหัวเราะเบาๆ
"เรื่องตรงหน้ามันสำคัญกว่า เพราะยังไงข้าก็มั่นใจว่าเจ้าจะไม่ถูกฆ่าตาย"
"ใช่ซี่ ข้ามันแมวเก้าชีวิต ถึงจะอยากตายแค่ไหนก็คงไม่ได้ตายง่ายๆหรอก" เซวอสประชด "ว่าแต่เรื่องราวมันเป็นไงมาไง ทำไมเครเวอร์ถึงถอยทัพไปล่ะ?" คำถามนั้นทำให้เรนอสนิ่งเงียบไปสักพัก
"เจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่โวยวายหรือทำอะไรที่มันไร้สมอง" เจ้าชายแห่งเครเวอร์ขมวดคิ้ว ชักรู้สึกว่าเรื่องราวมันไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว
"ทำไมข้าต้องสัญญาอะไรอย่างนั้นด้วย?"
"สัญญามาก่อน แล้วข้าจะบอก" แววตาจริงจังของคนที่ค่อยๆยันกายขึ้นนั่ง ทำให้ลางสังหรณ์ของเขาร้องเตือนว่ามันจะต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ
"ก็ได้ ข้าสัญญา" ชายหนุ่มกลั้นใจเตรียมรับคำตอบที่เหนือความคาดหมายเอาไว้ ส่วนเรนอสเอาก็หลุบตาลงราวกับกำลังรวบรวมความกล้าบางอย่างอยู่
นินจาหนุ่มลืมตาขึ้นมาเขาด้วยความเศร้าสลด "กษัตริย์แห่งเครเวอร์สิ้นพระชนม์กลางสนามรบ เครเวอร์จึงสั่งถอยทัพกลับ" คำตอบนั้นกระแทกเข้ากลางใจจนเขาหน้าซีดสลด นี่เสด็จพ่อของเขาสิ้นแล้วเหรอ?...มันเป็นเรื่องโกหกใช่ไหม?...
น้ำใสๆไหลลงมาจากหางตาทั้งที่ใบหน้าของเขายังคงนิ่งค้างอย่างตกใจ คำว่าพ่อของเขาตายแล้ววนเวียนอยู่ในสมองราวกับว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน เป็นเพียงฝันร้ายที่ตื่นมาแล้วมันก็จะหายไป พ่อเขายังมีชีวิต...พ่อเขายังมีชีวิตอยู่ที่เมืองเครเวอร์ฝั่งโน้น และอ้าแขนรอรับการกลับไปของเขาด้วยความรักอย่างที่เป็นมาสิ
"เซวอส!!!" เรนอสตะโกนเรียกเสียงดังอย่างตกใจ เมื่อจู่ๆชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปยังม้าที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ก่อนจะควบตะบึงหายไปยังเส้นทางที่จะไปสู่เครเวอร์อย่างรวดเร็วราวกับตอนนี้ร่างกายของเขาเป็นนายเหนือจิตใจ
ขณะเดียวกันนั้นเอง ซีลูเรียสก็เพิ่งเดินออกจากกระโจมรักษา เมื่อได้เจรจาซักถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้นจากรองแม่ทัพ เรนอสที่ยังคงขยับกายไปไหนไม่สะดวกจึงตะโกนลั่น "ซีลูเรียส ไอบ้านั่นมันรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น มันกำลังจะกลับไปยังเครเวอร์ รีบไปห้ามมันเร็ว!!"
"บ้าเอ้ย!!!!" ทันทีที่ได้ยิน เจ้าชายแห่งเฟรลอสก็ดีดตัวขึ้นม้าแล้วควบทะยานตามไปอย่างรวดเร็ว เขารู้จักนิสัยบ้าๆของไอเพื่อนคนนี้ดี มันคงจะกลับไปพิสูจน์ความจริงว่าพ่อมันยังอยู่หรือตายไปแล้ว นิสัยหุนหันพลันแล่นแบบนี้ ให้มีเขาสักสิบคนก็คงรับมือไม่ไหว!!!
การควบม้าผ่านป่าที่มีต้นไม้รกชัฏในตอนกลางคืนไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ยิ่งสายตาต้องคอยกราดมองหาร่างสูงของไอคนใจร้อนนั่นอีก เขาจึงอดไม่ได้ที่จะสบถด่ามันยาวเหยียดไปตลอดทาง
ซีลูเรียสผิวปากเรียกม้าด้วยสัญญาณที่ถูกฝึกมา ถ้าหากม้าตัวนั้นยังอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากนี่ มันจะต้องวิ่งกลับมาโดยไม่สนใจคนหนักๆบนหลังของมันอย่างแน่นอน แต่ทว่าจนบัดนี้เขาก็ยังไม่เห็นวี่แววของสิ่งมีชีวิตแถวนี้เลย ทั้งๆที่ตอนนี้อยู่ห่างจากกองทัพมาไกลพอสมควรแล้วแท้ๆ
"ข้าไม่เข้าใจตรรกะของคนที่บอกว่าตัวเองเป็นปัญญาชนจริงๆนะ..." เสียงแว่วแผ่วเบาจากข้างหน้าไม่ไกลนัก ทำให้ชายหนุ่มเพิ่มความระแวดระวังแล้วค่อยๆลงจากหลังม้า เพื่อใช้สองเท้าเดินเข้าไปใกล้โดยไม่ให้เกิดเสียง
"นั่นสิ องค์ราชาสวรรคตไปได้ไม่นาน ทำไมถึงได้เริ่มถกเรื่องราชาภิเษกขึ้นมา หรือว่าจะมีการวางแผนลอบปลงพระชนม์ขึ้นมาอยู่แล้ว" เจ้าชายแห่งแดนใต้เพ่งพินิจมองชุดเกราะของทั้งสอง ก็สรุปความได้ว่าคงเป็นทหารของเครเวอร์ กองทัพใหญ่คงถอนกำลังไปได้ไม่ไกลเนื่องจากเวลาได้ล่วงเข้าสู่ยามค่ำคืนเสียแล้ว
"ไฮ้!! เจ้าอย่าพูดอย่างนี้ให้ใครได้ยินเชียวนะ หัวจะหลุดจากบ่าไม่รู้ตัว"
"โอย ไม่ต้องห่วงไปร้อก พวกท่านๆทั้งหลายไม่อยู่ในวังก็อยู่ในกระโจมโน้น ประชุมกันหน้าดำคร่ำเครียดขนาดนั้น คงไม่มีใครออกมาสั่งตัดหัวหรอกน่า" สองทหารยังคงถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องราวภายในต่อไปโดยไม่รู้สักนิดว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญคอยฟังอยู่ใกล้ๆ
พลันหางตาของเขาก็ไปสะดุดกับอะไรบางอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านข้าง ความมืดและต้นไม้ใบไม้ที่รกไปหมดทำให้เขาต้องหรี่ตามองอย่างเงียบเชียบ ความสังหรณ์ใจบางอย่างกำลังร้องเตือนเขาว่านั่นคือคนที่เขาตามมาตลอดทาง จนเมื่ออีกฝ่ายทำท่าจะกระโจนออกไปหาสองทหารนั่น เขาก็รีบออกตัวไปตะครุบมันทันที
ฟุ่บ!!!
"ใครน่ะ!!" ทหารทั้งสองยกดาบขึ้นในท่าเตรียมพร้อม ทว่าทุกย่างกลับเงียบกริบ
ชายคนแรกหันไปพยักหน้าให้อีกคนหนึ่ง ก่อนที่พวกเขาจะก้าวเดินอย่างระมัดระวังไปยังต้นกำเนิดเสียงนั่น
"ฟ่อ!!!"
"เฮ้ย!!!" เมื่อแหวกพุ่มไม้ออกดู งูเห่าตัวใหญ่ก็พุ่งเข้าใส่พร้อมฉกเต็มที่ เคราะห์ดีที่ผู้พบเจอเป็นทหารเจนศึกซึ่งมีไหวพริบที่ว่องไวกว่าคนธรรมดาทั่วไป เขาจึงเบี่ยงตัวหลบ พร้อมกับส่งดาบเข้าประหัตประหารสัตว์ร้ายในทันที
ทหารอีกคนถอนหายใจเฮือก "เกือบได้เป็นอาหารงูแล้วมั้ยนั่น เสียงเมื่อกี้ก็คงมาจากไอ้ตัวนี้แหละ"
คนที่เกือบได้เป็นอาหารงูพยักหน้ารับ โยนซากงูไปไว้อีกด้านหนึ่งก่อนจะเดินห่างออกไปโดยไม่ติดใจสงสัยในบริเวณนี้อีก
ขณะเดียวกันนั้นเอง คนสองคนที่หลบอยู่หลังพุ่มไม้ไม่ไกลนักก็ต้องสะดุ้งโหยง เมื่ออยู่ๆก็มีซากงูตัวใหญ่ลอยวืดมานอนแหมะอยู่ข้างหน้า เคราะห์ดีที่ซีลูเรียสปิดปากเจ้าคนขี้โวยวายเสียแน่นตั้งแต่เห็นมันจะกระโจนออกไปหาสองทหารนั่นแล้ว พวกเขาทั้งสองจึงรอดพ้นจากการถูกจับเป็นเชลยศึก
"อื้อ!!!" ครั้นเมื่อหายจากอาการตื่นตระหนก เซวอสก็ทำเสียงอู้อี้เป็นเชิงบอกให้เขาเปิดปากมันได้แล้ว
"สัญญากับฉันก่อนว่าจะไม่ตะโกนเสียงดังน่ารำคาญ" คนถูกปิดปากพยักหน้ารับ เขาจึงยอมปล่อยมัน
"นายห้ามฉันทำไม? ไม่ได้ยินเหรอว่ามีพวกมันวางแผนลอบฆ่าพ่อฉัน" ทันทีที่ปากเป็นอิสรภาพ เจ้าคนไม่รักษาสัญญาก็ดวยวายขึ้นทันที ยังดีนะที่แถวนี้ไม่มีทหารเครเวอร์ป้วนเปี้ยนอีก
"ถ้านายยังพูดเสียงดังอีกแม้แต่คำเดียว ฉันสาบานว่าจะชกนายให้สลบในหมัดเดียวแล้วลากกลับกองทัพทันทีเลยคอยดู" คำขู่และท่าทีเอาจริงทำให้ชายหนุ่มเลือกที่จะเงียบ เขารู้ซึ้งถึงหมัดหนักๆของมันดี และไม่มีความคิดที่อยากจะลิ้มลองมันเป็นครั้งที่สองอีก
"ถ้าพวกมันวางแผนฆ่าพ่อฉันจริงๆ แสดงว่าไอคนที่ถูกเสนอชื่อเป็นราชาองค์ต่อไปจะต้องเป็นคนที่ทำร้ายฉันกับพ่อแน่นอน แล้วนายจะให้ฉันนิ่งดูดายได้ยังไง...ฉันจะยอมให้ประเทศที่ฉันรักตกไปอยู่ในน้ำมือของไอคนสารเลวที่ฆ่าพ่อฉันได้ยังไง!!!" แม้น้ำเสียงจะเบาลง แต่อารมณ์สับสนที่ตีกันมั่วในหัวตอนนี้มันกำลังจะทำให้เขาเป็นบ้า!!
"ฉันไม่ได้บอกให้นายอยู่เฉยๆ แล้วก็ไม่ได้บอกให้นายทำตัวบ้าๆวิ่งเข้าไปตายแบบนั้นด้วย" ซีลูเรียสถอนหายใจเฮือก "ฟังนะ...ที่ประชุมกันนี่มันเป็นแค่การประชุมเร่งด่วน คงจะยังไม่ผ่านพวกขุนนางใหญ่ๆไปได้ง่ายๆ แล้วกว่าจะถึงงานราชาภิเษกนั่นอีก อย่างน้อยนายก็มีเวลากว่าครึ่งเดือนที่จะจัดการพวกนั้น"
บุรุษเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าเข้มเอ่ยจริงจังด้วยหลักเหตุและผลเหมือนเช่นที่เคยเป็นมา ทำให้สติที่กระเจิดกระเจิงของเซวอสเริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทาง
"แล้วฉันจะต้องทำยังไง?" คำถามเรียบๆ พร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสนเล็กน้อยของชายหนุ่ม ทำให้เขาถอนหายใจที่นำสติมันกลับมาได้เสียที
"ตามฉันมา" ร่างสูงหันหลังกลับ และเดินนำไปยังม้าที่ถูกซ่อนไว้ไม่ไกลเช่นเดียวกับม้าของเซวอส จากนั้นทั้งสองจึงควบม้ากลับไปยังกองบัญชาการทัพเฟรลอสด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำเครเวอร์กลับมาจากการก่อกบฏในครั้งนี้!!
+ + + + +
พรึ่บ!!
ดวงตาทั้งสองข้างเปิดออกอย่างฉับไว เมื่อภาพสุดท้ายหยุดอยู่แค่ตรงนั้น มีเพียงหัวใจที่เต้นถี่รัวบริเวณอกข้างซ้ายเท่านั้นที่ทำให้เธอรู้ว่าตอนนี้เธอกลับมาสู่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ภาพในอดีตอันยาวนานนั่น
เซลาเฟียกวาดสายตาไปรอบห้องสมุดที่บัดนี้เงียบเชียบราวกับมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น ไม่เคยมีเด็กสาวอายุหลายร้อยหลายพันปีอย่างชาร์ซิโดนีนั่งตรงข้ามมาก่อน
หญิงสาวยกมือขึ้นลูบอกปลอบขวัญตัวเอง และหายใจเข้าออกเป็นจังหวะให้หัวใจได้เต้นเป็นปกติพลางหลับตาสงบสติอารมณ์ที่กำลังสับสนอยู่ในตอนนี้
สิ่งที่เธอเห็นนั้นมันต้องเป็นความจริงอย่างแน่นอน เธอเชื่อว่ามันไม่ใช่แค่ความฝันที่จิตใจสร้างขึ้นมา และเธอก็เชื่ออย่างแน่นอนว่าชาร์ซิโดนียังอยู่ในห้องนี้ เพียงแต่รู้ทันว่าเมื่อเธอมีสติและเรียบเรียงเรื่องราวได้เมื่อไหร่ เธอจะต้องยิงคำถามใส่ราวกับห่าธนู หล่อนจึงหายตัวไปเพื่อตัดปัญหาพวกนี้
"เฮ้อ..." เซลาเฟียถอนหายใจแล้วค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ แต่เอ๊ะ...ภาพตรงหน้าทำไมไม่เป็นชั้นหนังสือ แต่กลับเป็นใบหน้าของคนขี้งอนที่ชอบเล่นซ่อนหาคนนั้นล่ะ
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะใช้ทั้งสองมือตะปบหัวเจ้าคนตรงหน้าอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่ามันจะหายไปไหนอีก และดูท่าว่าอีกฝ่ายก็คงตกใจไม่แพ้กัน เพราะใบหน้าหล่อๆนั้นผงะถอยหลังไปอย่างลืมตัว แต่ก็ไม่พ้นอุ้งมืออันรวดเร็วของเธออยู่ดี
"จับได้ด้วย...ของจริงเหรอ?" เงียบไปสักพักหนึ่ง เมื่อตาประสานตา คนตะปบหัวก็สะดุ้งเฮือก รีบปล่อยมือ แล้วผลุนผลันลุกขึ้นจนหงายหลังดังโครม!!!
"โอยยยย เจ็บๆๆ" คนซุ่มซ่ามค่อยๆโผล่หน้าขึ้นมาพลางลูบบั้นท้ายที่กระแทกพื้นจนเสียงดังลั่น ร้อนถึงอีกคนให้ต้องช่วยพยุงขึ้นอีกแรง
"เจ็บมากไหม..." เดซีสถามเรียบๆ แต่เธอก็สังเกตได้ถึงรอยขันในแววตาของเขา
"เจ็บสิถามได้" เซลาเฟียทำปากยื่นก่อนจะมองหน้าเขา "หายงอนแล้วเหรอไง?"
"ไม่ได้งอนนิ" คำตอบของอีกฝ่ายทำให้เธอถอนหายใจเฮือก
"ไม่งอนแล้วหลบหน้าทำไม"
"หาผู้หญิงมาให้อย่างนั้น ก็เลยคิดว่าไม่อยากเห็นหน้ากันแล้ว"
"แล้วตอบตกลงไปรึเปล่า?" คำหยอกที่เจ้าตัวตั้งใจเล่น แต่คนฟังกลับหน้าตึง ความรู้สึกคิดถึงที่ทำให้เป็นฝ่ายทนไม่ไหว ต้องมาง้อขอคืนดีด้วยหายไปทันตา ร่างสูงจึงทำท่าจะเดินจากไป
"เฮ้ย เดี๋ยวๆๆ ฉันล้อเล่นน่า อย่าเพิ่งงอนน้า ฉันยิ่งเป็นพวกง้อไม่เก่งด้วย" หญิงสาวจับมือเขาไว้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจแล้วว่าครั้งนี้จะไม่ปล่อยให้เขาต้องหายไปไหนอีก
"...." อีกฝ่ายยังคงเงียบ ไม่ยอมหันหน้ากลับมามองเธอเลยสักนิด ร่างเล็กจึงถอนหายใจ แล้วกอดเขาจากทางด้านหลังแทน
"ฉันคิดถึงนายจัง" เดซีสยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน แต่หากเธออ้อมตัวไปมองใบหน้าของเขาได้ เธอคงได้เห็นรอยยิ้มเล็กๆ ของเขา "ฉันขอโทษนะที่ไม่บอกเฟรมไปตรงๆ ฉันไม่ได้อยากให้นายไปเป็นของใครสักหน่อย...ง่า ทำไงดี ฉันมันพูดเรื่องพวกนี้ไม่เก่งซะด้วย เอาเป็นว่า หายโกรธเถอะน้า"
พูดจบ ใบหน้าขาวๆก็แดงแปร๊ดอย่างเขินอาย เธอไม่ชอบอะไรที่มันหวานเลี่ยนขนาดนี้เลยให้ตายสิ แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ เขาก็อาจจะงอนหายไปไหนอีกก็ไม่รู้ ถือว่าครั้งนี้ยอมให้ก็แล้วกันนะ!!
บรรยากาศที่เงียบกริบดำเนินต่อไปอีกสักพัก จนเธอชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าเขาจะยอมยกโทษให้เหมือนทุกๆครั้ง
"ไม่..." ชายหนุ่มค่อยๆแกะมือเธอออก แล้วหันมาประจันหน้าด้วยใบหน้าที่เรียบกริบเหมือนกับที่เขาทำทุกๆครั้ง
"ม...หมายความว่ายังไง?" คำตอบที่เหนือความคาดหมายทำให้หญิงสาวรู้สึกถึงหัวใจที่ปวดแปลบอย่างแสนสาหัส น้ำตาใสๆเริ่มคลอหน่วงเมื่อสำนึกได้ว่า ทั้งหมดนี้เธอเป็นคนผิดเอง เธอเป็นคนงี่เง่าที่ไม่ยอมคิดถึงเขาให้มากๆ จนต้องมายืนเสียใจจนทำอะไรไม่ถูก
ในเมื่อเธอเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ไม่รู้จักคุณค่าของความรักอย่างนี้ แล้วเธอจะยังหน้าด้านยื้อเขาไว้ทำไมอีก หญิงสาวบิดมือออกจากอุ้งมือของเขาและทำท่าจะวิ่งหนีไป ด้วยไม่อาจสู้หน้าเขาได้อีกในเวลาแบบนี้
ทว่าอ้อมกอดแข็งแรงกลับตามมากอดกระชับแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปจากชีวิตของเขาแทน ชายหนุ่มหมุนตัวเธอกลับมาพร้อมกับยกมือเช็ดน้ำตาให้อย่างช้าๆ
"ร้องไห้ทำไม..."
"ก็นาย...ก็นาย..." น้ำเสียงสั่นเครือที่ไม่สามารถพูดอะไรต่อไปได้ ทำให้ร่างสูงต้องกอดเธอแนบอก แล้วลูบหลังปลอบเบาๆ
"ฉันหมายถึงฉันไม่ได้โกรธเธอสักหน่อย" คำอธิบายเพิ่มเติมทำให้ร่างบางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาวาวโรจน์ แล้วเริ่มรัวกำปั้นใส่เขาพร้อมเอ่ยระบายความอัดอั้นตันใจไปด้วย
"ก็นายมันเป็นคนพูดอะไรกำกวม ชอบทำให้ฉันเข้าใจผิดอยู่เรื่อย แล้วทำให้ฉันต้องมาเสียน้ำตากับเรื่องงี่เง่าพรรค์นี้อีก นายมันบ้า บ้าๆๆๆ บ้าที่สุดเลย!!!"
ชายหนุ่มผู้ถูกประทุษร้ายจากหมัดเล็กๆแต่ไม่เบานั่นขยับยิ้มขัน น่าแปลกที่ตอนนี้เขาไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด แถมยังมีแก่ใจก้มลงไปกระซิบข้างหูหญิงสาวเล่นๆด้วยว่า
"หมัดหนักอย่างนี้ เกิดฉันตายก่อนขึ้นมาจะทำยังไงฮึ?" ได้ผล หมัดที่รัวไม่ยั้งนั้นหยุดชะงักทันที แต่เขากลับได้ค้อนวงโตจากหญิงสาวมาแทน
"ฉันไม่ได้มือหนักขนาดนั้นสักหน่อย" ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เซลาเฟียจึงซุกหน้าลงกับอกเขาด้วยความเขินอายแล้วพึมพำเบาๆว่า "ทีหลังไม่ทเลาะกันแบบนี้แล้วนะ"
"อืม..." ชายหนุ่มกระชับอ้อมกอดพลางสูดความหอมจากเรือนผมของหญิงสาวในอ้อมกอดอย่างแสนคิดถึง
"สัญญานะ"
"ฉันสัญญา..."
+ + + +
พรึ่บ!!
ดวงตาทั้งสองข้างเปิดออกอย่างฉับไว เมื่อภาพสุดท้ายหยุดอยู่แค่ตรงนั้น มีเพียงหัวใจที่เต้นถี่รัวบริเวณอกข้างซ้ายเท่านั้นที่ทำให้เธอรู้ว่าตอนนี้เธอกลับมาสู่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ภาพในอดีตอันยาวนานนั่น
เซลาเฟียกวาดสายตาไปรอบห้องสมุดที่บัดนี้เงียบเชียบราวกับมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้น ไม่เคยมีเด็กสาวอายุหลายร้อยหลายพันปีอย่างชาร์ซิโดนีนั่งตรงข้ามมาก่อน
หญิงสาวยกมือขึ้นลูบอกปลอบขวัญตัวเอง และหายใจเข้าออกเป็นจังหวะให้หัวใจได้เต้นเป็นปกติพลางหลับตาสงบสติอารมณ์ที่กำลังสับสนอยู่ในตอนนี้
สิ่งที่เธอเห็นนั้นมันต้องเป็นความจริงอย่างแน่นอน เธอเชื่อว่ามันไม่ใช่แค่ความฝันที่จิตใจสร้างขึ้นมา และเธอก็เชื่ออย่างแน่นอนว่าชาร์ซิโดนียังอยู่ในห้องนี้ เพียงแต่รู้ทันว่าเมื่อเธอมีสติและเรียบเรียงเรื่องราวได้เมื่อไหร่ เธอจะต้องยิงคำถามใส่ราวกับห่าธนู หล่อนจึงหายตัวไปเพื่อตัดปัญหาพวกนี้
"เฮ้อ..." เซลาเฟียถอนหายใจแล้วค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ แต่เอ๊ะ...ภาพตรงหน้าทำไมไม่เป็นชั้นหนังสือ แต่กลับเป็นใบหน้าของคนขี้งอนที่ชอบเล่นซ่อนหาคนนั้นล่ะ
หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะใช้ทั้งสองมือตะปบหัวเจ้าคนตรงหน้าอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่ามันจะหายไปไหนอีก และดูท่าว่าอีกฝ่ายก็คงตกใจไม่แพ้กัน เพราะใบหน้าหล่อๆนั้นผงะถอยหลังไปอย่างลืมตัว แต่ก็ไม่พ้นอุ้งมืออันรวดเร็วของเธออยู่ดี
"จับได้ด้วย...ของจริงเหรอ?" เงียบไปสักพักหนึ่ง เมื่อตาประสานตา คนตะปบหัวก็สะดุ้งเฮือก รีบปล่อยมือ แล้วผลุนผลันลุกขึ้นจนหงายหลังดังโครม!!!
"โอยยยย เจ็บๆๆ" คนซุ่มซ่ามค่อยๆโผล่หน้าขึ้นมาพลางลูบบั้นท้ายที่กระแทกพื้นจนเสียงดังลั่น ร้อนถึงอีกคนให้ต้องช่วยพยุงขึ้นอีกแรง
"เจ็บมากไหม..." เดซีสถามเรียบๆ แต่เธอก็สังเกตได้ถึงรอยขันในแววตาของเขา
"เจ็บสิถามได้" เซลาเฟียทำปากยื่นก่อนจะมองหน้าเขา "หายงอนแล้วเหรอไง?"
"ไม่ได้งอนนิ" คำตอบของอีกฝ่ายทำให้เธอถอนหายใจเฮือก
"ไม่งอนแล้วหลบหน้าทำไม"
"หาผู้หญิงมาให้อย่างนั้น ก็เลยคิดว่าไม่อยากเห็นหน้ากันแล้ว"
"แล้วตอบตกลงไปรึเปล่า?" คำหยอกที่เจ้าตัวตั้งใจเล่น แต่คนฟังกลับหน้าตึง ความรู้สึกคิดถึงที่ทำให้เป็นฝ่ายทนไม่ไหว ต้องมาง้อขอคืนดีด้วยหายไปทันตา ร่างสูงจึงทำท่าจะเดินจากไป
"เฮ้ย เดี๋ยวๆๆ ฉันล้อเล่นน่า อย่าเพิ่งงอนน้า ฉันยิ่งเป็นพวกง้อไม่เก่งด้วย" หญิงสาวจับมือเขาไว้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจแล้วว่าครั้งนี้จะไม่ปล่อยให้เขาต้องหายไปไหนอีก
"...." อีกฝ่ายยังคงเงียบ ไม่ยอมหันหน้ากลับมามองเธอเลยสักนิด ร่างเล็กจึงถอนหายใจ แล้วกอดเขาจากทางด้านหลังแทน
"ฉันคิดถึงนายจัง" เดซีสยังคงยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน แต่หากเธออ้อมตัวไปมองใบหน้าของเขาได้ เธอคงได้เห็นรอยยิ้มเล็กๆ ของเขา "ฉันขอโทษนะที่ไม่บอกเฟรมไปตรงๆ ฉันไม่ได้อยากให้นายไปเป็นของใครสักหน่อย...ง่า ทำไงดี ฉันมันพูดเรื่องพวกนี้ไม่เก่งซะด้วย เอาเป็นว่า หายโกรธเถอะน้า"
พูดจบ ใบหน้าขาวๆก็แดงแปร๊ดอย่างเขินอาย เธอไม่ชอบอะไรที่มันหวานเลี่ยนขนาดนี้เลยให้ตายสิ แต่ถ้าไม่ทำอย่างนี้ เขาก็อาจจะงอนหายไปไหนอีกก็ไม่รู้ ถือว่าครั้งนี้ยอมให้ก็แล้วกันนะ!!
บรรยากาศที่เงียบกริบดำเนินต่อไปอีกสักพัก จนเธอชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าเขาจะยอมยกโทษให้เหมือนทุกๆครั้ง
"ไม่..." ชายหนุ่มค่อยๆแกะมือเธอออก แล้วหันมาประจันหน้าด้วยใบหน้าที่เรียบกริบเหมือนกับที่เขาทำทุกๆครั้ง
"ม...หมายความว่ายังไง?" คำตอบที่เหนือความคาดหมายทำให้หญิงสาวรู้สึกถึงหัวใจที่ปวดแปลบอย่างแสนสาหัส น้ำตาใสๆเริ่มคลอหน่วงเมื่อสำนึกได้ว่า ทั้งหมดนี้เธอเป็นคนผิดเอง เธอเป็นคนงี่เง่าที่ไม่ยอมคิดถึงเขาให้มากๆ จนต้องมายืนเสียใจจนทำอะไรไม่ถูก
ในเมื่อเธอเป็นคนเห็นแก่ตัวที่ไม่รู้จักคุณค่าของความรักอย่างนี้ แล้วเธอจะยังหน้าด้านยื้อเขาไว้ทำไมอีก หญิงสาวบิดมือออกจากอุ้งมือของเขาและทำท่าจะวิ่งหนีไป ด้วยไม่อาจสู้หน้าเขาได้อีกในเวลาแบบนี้
ทว่าอ้อมกอดแข็งแรงกลับตามมากอดกระชับแน่นขึ้นราวกับกลัวว่าเธอจะหายไปจากชีวิตของเขาแทน ชายหนุ่มหมุนตัวเธอกลับมาพร้อมกับยกมือเช็ดน้ำตาให้อย่างช้าๆ
"ร้องไห้ทำไม..."
"ก็นาย...ก็นาย..." น้ำเสียงสั่นเครือที่ไม่สามารถพูดอะไรต่อไปได้ ทำให้ร่างสูงต้องกอดเธอแนบอก แล้วลูบหลังปลอบเบาๆ
"ฉันหมายถึงฉันไม่ได้โกรธเธอสักหน่อย" คำอธิบายเพิ่มเติมทำให้ร่างบางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยดวงตาวาวโรจน์ แล้วเริ่มรัวกำปั้นใส่เขาพร้อมเอ่ยระบายความอัดอั้นตันใจไปด้วย
"ก็นายมันเป็นคนพูดอะไรกำกวม ชอบทำให้ฉันเข้าใจผิดอยู่เรื่อย แล้วทำให้ฉันต้องมาเสียน้ำตากับเรื่องงี่เง่าพรรค์นี้อีก นายมันบ้า บ้าๆๆๆ บ้าที่สุดเลย!!!"
ชายหนุ่มผู้ถูกประทุษร้ายจากหมัดเล็กๆแต่ไม่เบานั่นขยับยิ้มขัน น่าแปลกที่ตอนนี้เขาไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด แถมยังมีแก่ใจก้มลงไปกระซิบข้างหูหญิงสาวเล่นๆด้วยว่า
"หมัดหนักอย่างนี้ เกิดฉันตายก่อนขึ้นมาจะทำยังไงฮึ?" ได้ผล หมัดที่รัวไม่ยั้งนั้นหยุดชะงักทันที แต่เขากลับได้ค้อนวงโตจากหญิงสาวมาแทน
"ฉันไม่ได้มือหนักขนาดนั้นสักหน่อย" ชายหนุ่มหัวเราะเสียงดังอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน เซลาเฟียจึงซุกหน้าลงกับอกเขาด้วยความเขินอายแล้วพึมพำเบาๆว่า "ทีหลังไม่ทเลาะกันแบบนี้แล้วนะ"
"อืม..." ชายหนุ่มกระชับอ้อมกอดพลางสูดความหอมจากเรือนผมของหญิงสาวในอ้อมกอดอย่างแสนคิดถึง
"สัญญานะ"
"ฉันสัญญา..."
+ + + +
ในคืนวันหนึ่งหลังจากที่เซลาเฟียอาบน้ำชำระร่างกายเสร็จเป็นที่เรียบร้อยเตรียมเข้านอน ดวงตาสีแดงเพลิงก็พลันเหลือบไปเห็นสมุดโน้ตเล่มเล็กที่ถูกวางไว้บนเตียงนอนหลังโตเข้าพอดี และเมื่อมองไปรอบห้องแล้ว ไม่พบว่ามีใครอีกนอนจากเธอ หญิงสาวจึงหยิบมันขึ้นมาดูอย่างสนเท่ห์
พรึ่บ!
"เฮ้ย!"
พลันหน้ากระดาษก็ดีดตัวเปิดออกอย่างรวดเร็วจนร่างบางเผลอสะดุ้งและถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทว่าไม่ทันที่จะเรียกทหารยามด้านนอก ผงประหลาดสีทองก็ล่องลอยออกมาจากสมุดโน้ตเล่มนั้น และทำให้เธอรู้สึกหมดแรงที่จะยืนอยู่อีกต่อไป ร่างบางจึงเซล้มลงไปบนเตียงนอนพร้อมกับต้นเหตุที่ว่างสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง...
ยามดึกสงัดที่ท้องฟ้าไร้แสงสว่างจากดวงจันทร์อย่างทุกๆวัน ทำให้บรรยากาศที่เศร้าสร้อยในเมืองเครเวอร์ แลดูหดหู่ลงไปมากกว่าเดิม
หลังจากที่พระศพของราชาแห่งเครเวอร์ถูกนำกลับมายังราชวังอันยิ่งใหญ่ ชาวเมืองที่เคยอยู่อย่างสงบสุขก็ตกอยู่ในความโกลาหล และมีความรู้สึกเคว้งคว้างราวกับลอยอยู่ในกระแสน้ำเชี่ยวกราดที่ไร้ขอนไม้ให้ยึดเกาะ พวกเขาไม่รู้เลยว่าเมื่อใดที่เฟรลอสจะกลับมาเอาคืนกับเครเวอร์ และในสภาวะที่ไร้กษัตริย์เช่นนี้ ใครจะเป็นผู้ปกป้องพวกเขาจากภัยสงครามอันน่ากลัวนั่นได้
นอกจากความยุ่งเหยิงภายในเมืองแล้ว ความวุ่นวายในวังหลวงก็เกิดขึ้นไม่ต่างกัน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่พากันประชุมกันตั้งแต่รุ่งสางจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เพื่อเฟ้นหาผู้ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนกษัตริย์ซึ่งไร้รัชทายาท และดูเหมือนว่าที่ปรึกษาส่วนพระองค์อย่าง รีมูอัส เมแกน จะเป็นตัวเก็งในการคัดเลือกครั้งนี้
ทว่าการที่องครักษ์ส่วนพระองค์ของรัชาทายาทแห่งเครเวอร์ที่สาปสูญไป ได้เสนอคัดค้านด้วยสัญลักษณ์ความเป็นความตายที่บ่งบอกว่าผู้เป็นนายของเขายังคงมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ทำให้ผลการประชุมไม่เป็นที่ยุติเสียที จนล่วงเลยมาจะครบสัปดาห์แล้ว
ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหนกันแน่ ท่านเซวอส...
โทปาซมองท้องฟ้าที่ไร้แสงจันทร์ พลางถอนหายใจกับความสิ้นหวังที่ไม่สามารถหาผู้เป็นนายเจอได้เสียที
"โทปาซ" เสียงเรียกที่คุ้นหู ทำให้เขาต้องหันกลับไปมองยังต้นทางของเสียงนั้น และแม้ว่าทางเดินนี้จะมีแสงสว่างน้อยเพียงใด แต่เขาก็ยังจดจำลักษณะของคนตรงหน้าได้อย่างขึ้นใจ
"ท่าน...เซวอส?"
"ชู่ววว เงียบซะแล้วตามข้ามา" เมื่อผู้เป็นนายเอ่ยคำสั่ง ชายหนุ่มก็เดินตามด้วยหัวใจที่พองโต และนึกขอบคุณสวรรค์ที่ประทานปาฏิหาริย์มาให้แก่เขาอีกครั้ง
ร่างสูงเดินนำอีกฝ่ายไปตามทางเดินที่มืดสนิท ราวกับต้องการพรางตัวจากสายตาของเหล่าทหารยาม ตลอดทางที่เขาเดินผ่านจึงเป็นทางมืดๆที่มีแสงไฟริบหรี่และลับสายตาคนจนเขาเองก็ชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหนในพระราชวังแห่งนี้
เมื่อเซวอสหยุดเดินและยืนนิ่ง เขาก็มองไปรอบตัว และพบว่าบริเวณนี้ คือสุสานหลวงซึ่งเป็นที่ฝังพระศพของเหล่ากษัตริย์ผู้ทรงเกียรติและเชื้อพระวงศ์แห่งเครเวอร์นั่นเอง
ร่างเล็กมองไปยังแผ่นหลังใหญ่ของชายหนุ่มอย่างเศร้าสร้อย เขารู้ว่าเซวอสรู้สึกยังไงที่กลับมาถึงบ้าน ก็ต้องมาพบกับร่างที่ไร้วิญญาณของผู้เป็นพ่อนอนนิ่งอยู่ใต้หินสลักแผ่นนั้น เขาจึงเงียบเพื่อรอฟังอีกฝ่าย ไว้อาลัยแก่ชีวิตที่ต้องเสียไปจากแผนการบางอย่างของขุนนางเลวๆคนหนึ่งซึ่งเขามั่นใจว่าคงไม่ใช่ใครนอกจากรีมูอัสคนนั้น
"พวกมัน...ฆ่าเสด็จพ่อ..." เซวอสกำสองมือที่อยู่ข้างตัวไว้แน่นราวกับต้องการสะกดอารมณ์ที่กำลังพลุกพล่านอยู่ในจิตใจ "และตอนนี้มันก็กำลังจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างของเสด็จพ่อไป..." เสียงที่เต็มไปด้วยความแค้นเคือง สร้างความลำบากใจให้เขาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเกมการเมืองครั้งนี้ หากใครใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ คนนั้นก็จะตกเป็นผู้แพ้ได้ในพริบตาเดียว
"ข้าจะล้างแค้นให้แสด็จพ่อเอง!!...ข้า! เซวอส เดวิลร่า ขอสาบานต่อหน้าหลุมศพท่าน!! ว่าจะไม่มีวันปล่อยให้พวกฆาตรกรนั่นมีชีวิตอยู่ต่อไปบนแผ่นดินเครเวอร์ที่ท่านรักได้อีก!!" เสียงคำรามอย่างแค้นเคืองดังไปทั่วสุสานหลวงแห่งนี้ ราวกับเป็นถ้อยคำสาบานที่จะจารึกอยู่บนแท่นศิลาแห่งเกียรติยศของบรรพบุรุษ
"โทปาซ" เสียงเรียกชื่อจากรัชทายาทแห่งเครเวอร์ทำให้เขา
"พ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าเยอะมากทีเดียว"
"หากเป็นพระบัญชาของพระองค์ หม่อมฉันพร้อมที่จะบุกน้ำลุยไฟโดยไม่เสียดายชีวิตเลยพ่ะย่ะค่ะ"
เซวอสขยับยิ้มมุมปากเมื่อหันมามองหน้าคนที่เป็นทั้งเพื่อนซี้ที่รู้ใจและองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ของเขา "ข้าต้องขอบใจเจ้ามากที่ยังคงยืนหยัดเพื่อข้าเสมอมา"
"ก็พระองค์ชอบทำตัวให้หม่อมฉันต้องคอยเป็นห่วงอยู่เสมอ หม่อมฉันจึงต้องคอยตามแก้ปัญหาให้พระองค์อยู่ตลอดเวลาจนติดเป็นนิสัย" คำตอบติดตลกสร้างเสียงหัวเราะจากคนช่างหาเรื่องได้เป็นอย่างดี
"เพราะข้าเชื่อว่าเจ้าจะแก้ปัญหาให้ข้าเป็นอย่างดียังไงล่ะ" อีกฝ่ายยักไหล่ก่อนจะปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น "อีกไม่นานขุนนางจะต้องตัดสินใจยกตำแหน่งให้แก่รีมูอัสอย่างแน่นอน เจ้าก็คิดเหมือนกันใช่ไหม?"
โทปาซพยักหน้ารับก่อนจะเสนอต่อไปว่า "แต่ท่านยังเผยตัวตอนนี้ไม่ได้ เพราะหากท่านแสดงตัวออกมารับตำแหน่ง ช่วงระยะเวลาก่อนถึงวันสถาปนา จะเป็นโอกาสทองให้มันได้กำจัดท่านให้สิ้นซาก"
"ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน" เซวอสหยักหน้ารับ "ดังนั้นข้าจะเผยตัวในวันสถาปนานั่น และข้าจะต้องได้ขึ้นเป็นราชาในวันนั้นทันที"
พรึ่บ!
"เฮ้ย!"
พลันหน้ากระดาษก็ดีดตัวเปิดออกอย่างรวดเร็วจนร่างบางเผลอสะดุ้งและถอยหลังไปหนึ่งก้าว ทว่าไม่ทันที่จะเรียกทหารยามด้านนอก ผงประหลาดสีทองก็ล่องลอยออกมาจากสมุดโน้ตเล่มนั้น และทำให้เธอรู้สึกหมดแรงที่จะยืนอยู่อีกต่อไป ร่างบางจึงเซล้มลงไปบนเตียงนอนพร้อมกับต้นเหตุที่ว่างสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง...
ยามดึกสงัดที่ท้องฟ้าไร้แสงสว่างจากดวงจันทร์อย่างทุกๆวัน ทำให้บรรยากาศที่เศร้าสร้อยในเมืองเครเวอร์ แลดูหดหู่ลงไปมากกว่าเดิม
หลังจากที่พระศพของราชาแห่งเครเวอร์ถูกนำกลับมายังราชวังอันยิ่งใหญ่ ชาวเมืองที่เคยอยู่อย่างสงบสุขก็ตกอยู่ในความโกลาหล และมีความรู้สึกเคว้งคว้างราวกับลอยอยู่ในกระแสน้ำเชี่ยวกราดที่ไร้ขอนไม้ให้ยึดเกาะ พวกเขาไม่รู้เลยว่าเมื่อใดที่เฟรลอสจะกลับมาเอาคืนกับเครเวอร์ และในสภาวะที่ไร้กษัตริย์เช่นนี้ ใครจะเป็นผู้ปกป้องพวกเขาจากภัยสงครามอันน่ากลัวนั่นได้
นอกจากความยุ่งเหยิงภายในเมืองแล้ว ความวุ่นวายในวังหลวงก็เกิดขึ้นไม่ต่างกัน เหล่าขุนนางน้อยใหญ่พากันประชุมกันตั้งแต่รุ่งสางจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เพื่อเฟ้นหาผู้ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนกษัตริย์ซึ่งไร้รัชทายาท และดูเหมือนว่าที่ปรึกษาส่วนพระองค์อย่าง รีมูอัส เมแกน จะเป็นตัวเก็งในการคัดเลือกครั้งนี้
ทว่าการที่องครักษ์ส่วนพระองค์ของรัชาทายาทแห่งเครเวอร์ที่สาปสูญไป ได้เสนอคัดค้านด้วยสัญลักษณ์ความเป็นความตายที่บ่งบอกว่าผู้เป็นนายของเขายังคงมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ทำให้ผลการประชุมไม่เป็นที่ยุติเสียที จนล่วงเลยมาจะครบสัปดาห์แล้ว
ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหนกันแน่ ท่านเซวอส...
โทปาซมองท้องฟ้าที่ไร้แสงจันทร์ พลางถอนหายใจกับความสิ้นหวังที่ไม่สามารถหาผู้เป็นนายเจอได้เสียที
"โทปาซ" เสียงเรียกที่คุ้นหู ทำให้เขาต้องหันกลับไปมองยังต้นทางของเสียงนั้น และแม้ว่าทางเดินนี้จะมีแสงสว่างน้อยเพียงใด แต่เขาก็ยังจดจำลักษณะของคนตรงหน้าได้อย่างขึ้นใจ
"ท่าน...เซวอส?"
"ชู่ววว เงียบซะแล้วตามข้ามา" เมื่อผู้เป็นนายเอ่ยคำสั่ง ชายหนุ่มก็เดินตามด้วยหัวใจที่พองโต และนึกขอบคุณสวรรค์ที่ประทานปาฏิหาริย์มาให้แก่เขาอีกครั้ง
ร่างสูงเดินนำอีกฝ่ายไปตามทางเดินที่มืดสนิท ราวกับต้องการพรางตัวจากสายตาของเหล่าทหารยาม ตลอดทางที่เขาเดินผ่านจึงเป็นทางมืดๆที่มีแสงไฟริบหรี่และลับสายตาคนจนเขาเองก็ชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหนในพระราชวังแห่งนี้
เมื่อเซวอสหยุดเดินและยืนนิ่ง เขาก็มองไปรอบตัว และพบว่าบริเวณนี้ คือสุสานหลวงซึ่งเป็นที่ฝังพระศพของเหล่ากษัตริย์ผู้ทรงเกียรติและเชื้อพระวงศ์แห่งเครเวอร์นั่นเอง
ร่างเล็กมองไปยังแผ่นหลังใหญ่ของชายหนุ่มอย่างเศร้าสร้อย เขารู้ว่าเซวอสรู้สึกยังไงที่กลับมาถึงบ้าน ก็ต้องมาพบกับร่างที่ไร้วิญญาณของผู้เป็นพ่อนอนนิ่งอยู่ใต้หินสลักแผ่นนั้น เขาจึงเงียบเพื่อรอฟังอีกฝ่าย ไว้อาลัยแก่ชีวิตที่ต้องเสียไปจากแผนการบางอย่างของขุนนางเลวๆคนหนึ่งซึ่งเขามั่นใจว่าคงไม่ใช่ใครนอกจากรีมูอัสคนนั้น
"พวกมัน...ฆ่าเสด็จพ่อ..." เซวอสกำสองมือที่อยู่ข้างตัวไว้แน่นราวกับต้องการสะกดอารมณ์ที่กำลังพลุกพล่านอยู่ในจิตใจ "และตอนนี้มันก็กำลังจะเอาทุกสิ่งทุกอย่างของเสด็จพ่อไป..." เสียงที่เต็มไปด้วยความแค้นเคือง สร้างความลำบากใจให้เขาเป็นอย่างยิ่ง เพราะเกมการเมืองครั้งนี้ หากใครใช้อารมณ์ในการตัดสินใจ คนนั้นก็จะตกเป็นผู้แพ้ได้ในพริบตาเดียว
"ข้าจะล้างแค้นให้แสด็จพ่อเอง!!...ข้า! เซวอส เดวิลร่า ขอสาบานต่อหน้าหลุมศพท่าน!! ว่าจะไม่มีวันปล่อยให้พวกฆาตรกรนั่นมีชีวิตอยู่ต่อไปบนแผ่นดินเครเวอร์ที่ท่านรักได้อีก!!" เสียงคำรามอย่างแค้นเคืองดังไปทั่วสุสานหลวงแห่งนี้ ราวกับเป็นถ้อยคำสาบานที่จะจารึกอยู่บนแท่นศิลาแห่งเกียรติยศของบรรพบุรุษ
"โทปาซ" เสียงเรียกชื่อจากรัชทายาทแห่งเครเวอร์ทำให้เขา
"พ่ะย่ะค่ะ"
"ข้าต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าเยอะมากทีเดียว"
"หากเป็นพระบัญชาของพระองค์ หม่อมฉันพร้อมที่จะบุกน้ำลุยไฟโดยไม่เสียดายชีวิตเลยพ่ะย่ะค่ะ"
เซวอสขยับยิ้มมุมปากเมื่อหันมามองหน้าคนที่เป็นทั้งเพื่อนซี้ที่รู้ใจและองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์ของเขา "ข้าต้องขอบใจเจ้ามากที่ยังคงยืนหยัดเพื่อข้าเสมอมา"
"ก็พระองค์ชอบทำตัวให้หม่อมฉันต้องคอยเป็นห่วงอยู่เสมอ หม่อมฉันจึงต้องคอยตามแก้ปัญหาให้พระองค์อยู่ตลอดเวลาจนติดเป็นนิสัย" คำตอบติดตลกสร้างเสียงหัวเราะจากคนช่างหาเรื่องได้เป็นอย่างดี
"เพราะข้าเชื่อว่าเจ้าจะแก้ปัญหาให้ข้าเป็นอย่างดียังไงล่ะ" อีกฝ่ายยักไหล่ก่อนจะปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น "อีกไม่นานขุนนางจะต้องตัดสินใจยกตำแหน่งให้แก่รีมูอัสอย่างแน่นอน เจ้าก็คิดเหมือนกันใช่ไหม?"
โทปาซพยักหน้ารับก่อนจะเสนอต่อไปว่า "แต่ท่านยังเผยตัวตอนนี้ไม่ได้ เพราะหากท่านแสดงตัวออกมารับตำแหน่ง ช่วงระยะเวลาก่อนถึงวันสถาปนา จะเป็นโอกาสทองให้มันได้กำจัดท่านให้สิ้นซาก"
"ข้าก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน" เซวอสหยักหน้ารับ "ดังนั้นข้าจะเผยตัวในวันสถาปนานั่น และข้าจะต้องได้ขึ้นเป็นราชาในวันนั้นทันที"
บทนำ : http://seldom.exteen.com/20100520/entry
Chapter 1 รายนาม : http://seldom.exteen.com/20100520/chapter1
Chapter2 เดท? : http://seldom.exteen.com/20100520/chapter2
Chapter3 เปิดเผย : http://seldom.exteen.com/20100707/chapter3
Chapter4 งานเวทประยุกต์ : http://seldom.exteen.com/20110418/chapter4
Chapter5 ปิดเทอม : http://seldom.exteen.com/20110418/chapter5
Chapter6 จุดเริ่มต้น : http://seldom.exteen.com/20110730/chapter6